• Tue. Mar 10th, 2026

สัญญาณเตือนภัยจากปารีส! เมื่อหนี้สาธารณะของฝรั่งเศสกลายเป็นระเบิดเวลา และโดมิโนตัวใหญ่กำลังจะล้ม

ท่ามกลางความวิจิตรบรรจงของสถาปัตยกรรม แฟชั่นอันหรูหรา และแสงสีแห่งปารีส เงาที่ทอดตัวยาวและมืดมิดที่สุดในขณะนี้ไม่ใช่เงาจากหอไอเฟล แต่เป็น ‘เงาแห่งหนี้สาธารณะ’ ที่ทาบทับและกำลังกัดเซาะรากฐานความมั่งคั่งของฝรั่งเศสอย่างรุนแรง ล่าสุดตัวเลขจากสถาบันสถิติแห่งชาติ (INSEE) ได้ประกาศความจริงที่น่าตระหนกว่า หนี้สาธารณะของฝรั่งเศสพุ่งทะยานสู่ 3.482 ล้านล้านยูโร หรือคิดเป็น 117.4% ของ GDP ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์หากไม่นับรวมช่วงสงครามหรือโรคระบาด


ความมั่งคั่งบนปราสาททราย

เป็นเวลากว่ากึ่งศตวรรษที่รัฐบาลฝรั่งเศสใช้จ่ายเกินตัวอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปี 1975 เป็นต้นมา ไม่เคยมีปีใดเลยที่งบประมาณจะสมดุล เงินที่กู้ยืมมาไม่ได้ถูกนำไปลงทุนเพื่อสร้างอนาคตเพียงอย่างเดียว แต่กลับถูกใช้ไปกับการพยุงระบบสวัสดิการและการดำเนินงานรายวัน เปรียบเสมือนการรูดบัตรเครดิตเพื่อซื้อของกินของใช้ประทังชีวิตไปวันๆ โดยที่หนี้เก่าไม่เคยถูกชำระคืน
วันนี้ ‘ระเบิดเวลาทางการเงิน‘ ลูกนี้ กำลังส่งเสียงเตือนถี่ขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางความขัดแย้งในสภาฝรั่งเศสที่ไม่สามารถหาข้อยุติในการปฏิรูปงบประมาณได้ ทำให้ตลาดเงินทั่วโลกเริ่มตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือของประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของยุโรปแห่งนี้

สถาบันจัดอันดับเครดิต Kroll Bond Rating Agency (KBRA) จากสหรัฐอเมริกา ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือระยะยาวของฝรั่งเศสลงสู่ระดับ AA- เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยให้เหตุผลจากการขาดดุลที่อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง และทิศทางหนี้สาธารณะที่เลวร้ายลง แม้จะปรับมุมมอง (outlook) จากเชิงลบเป็นมีเสถียรภาพ แต่ KBRA เตือนว่า หากไม่มีการปฏิรูปอย่างจริงจังและการควบคุมรายจ่ายอย่างเด็ดขาด ตัวชี้วัดด้านเครดิตของฝรั่งเศสจะยังคงเผชิญแรงกดดันต่อไป
“แม้ฝรั่งเศสจะมีการเข้าถึงสภาพคล่องในระดับสูงเป็นพิเศษ แต่สภาพแวดล้อมทางการเมืองที่แตกเป็นเสี่ยงๆ กำลังกดทับตัวชี้วัดด้านเครดิต ด้วยการขัดขวางการปรับฐานการคลังอย่างมีนัยสำคัญ และทำให้การขาดดุลยังคงอยู่ในระดับสูง” เคน อีแกน ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายอันดับเครดิตประเทศของ KBRA กล่าวกับ Euronews
ฝรั่งเศสกำลังเผชิญการเปลี่ยนผ่านเปราะบาง เศรษฐกิจขยายตัวช้าลง ภาระหนี้เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่โอกาสในการฟื้นฟูวินัยทางการคลังค่อยๆ หดแคบลงเรื่อยๆ เมื่อประเทศกำลังมุ่งหน้าเข้าสู่การเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2027

’เชื้อเพลิงล้นมือแต่เครื่องยนต์ติดขัด‘ บททดสอบของ RRF และ France 2030 บนเส้นทางปฏิรูป

โครงการ Recovery and Resilience Facility (RRF) และแผนการลงทุน France 2030 เปรียบเสมือนการฉีดวัคซีนและสารอาหารเข้มข้นเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ โดยในขณะที่ RRF จากสหภาพยุโรปมุ่งเน้นไปที่การฟื้นฟูรากฐานและเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัลหลังวิกฤตการณ์โควิด แผน France 2030 กลับเป็นยุทธศาสตร์เชิงรุกที่มุ่งปั้นฝรั่งเศสให้เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ไม่ว่าจะเป็นพลังงานนิวเคลียร์ยุคใหม่ เซมิคอนดักเตอร์ หรือเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ ซึ่งเม็ดเงินมหาศาลเหล่านี้มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยพยุงไม่ให้เศรษฐกิจถดถอยและสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคเอกชนในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ในภาพรวมอาจเป็นไปได้อย่างจำกัดและไม่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างเต็มศักยภาพ เนื่องจากแท้เงินทุนเหล่านี้จะเป็นเชื้อเพลิงคุณภาพสูงแต่เครื่องยนต์ของระบบเศรษฐกิจยังคงติดขัดด้วยปัญหาเชิงโครงสร้างเดิมๆ โดยอุปสรรคสำคัญที่จะทำให้เม็ดเงินเหล่านี้สูญเปล่าคือแรงเสียดทานภายในระบบ ไม่ว่าจะเป็นกฎระเบียบที่ซับซ้อนและล่าช้าในการขออนุญาตดำเนินโครงการใหม่ๆ หรือปัญหาขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะตรงกับอุตสาหกรรมไฮเทค ซึ่งหากไม่มีการปฏิรูปตลาดแรงงานและการศึกษาอย่างจริงจังเพื่อรองรับนวัตกรรมใหม่ เงินทุนที่ลงไปอาจทำได้เพียงสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ไร้คนขับเคลื่อน 

นอกจากนี้ ภาระหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงขึ้นจากการอัดฉีดงบประมาณยังเป็นความเสี่ยงระยะยาวที่อาจกดดันความมั่นคงทางการคลัง ดังนั้น การพึ่งพาเพียงการอัดฉีดเงินทุนโดยปราศจากการปฏิรูปเชิงลึก เช่นการปรับปรุงระบบสวัสดิการ การลดขั้นตอนทางธุรการ และการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้จ่ายภาครัฐ จึงเปรียบเสมือนการพยายามเร่งความเร็วรถบนถนนที่ขรุขระ ซึ่งสุดท้ายแล้วอาจไปได้ไม่ไกลและไม่ยั่งยืนเท่าที่ควร ดังนั้นความสำเร็จที่แท้จริงจึงไม่ได้วัดกันที่จำนวนเงินที่จ่ายออกไป แต่ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลจะสามารถแผ้วถางทางและปรับปรุงเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจให้ทำงานสอดประสานกับเงินลงทุนเหล่านั้นได้มากน้อยเพียงใด

‘ฝรั่งเศส’ โดมิโนยักษ์ของยูโรโซนส่อแววล้ม

หากจะกล่าวว่าฝรั่งเศสคือโดมิโนตัวที่ใหญ่ที่สุดของยุโรปก็คงไม่เกินจริงนัก เพราะหากยักษ์ตนนี้ล้มลง แรงสั่นสะเทือนจะไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่ประตูชัยฝรั่งเศส (Arc de triomphe) แต่จะลามไปทั่วทั้งยุโรป แม้ว่าธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะมีเครื่องมือพยุงชีพอย่าง TPI หรือ OMT แต่นั่นอาจเป็นเพียงยาพาราเซตามอลที่พยายามรักษาอาการมะเร็งระยะสุดท้าย
สำหรับ OMT (Outright Monetary Transactions) เปรียบเสมือนยารุ่นเก่า แต่แรง เกิดขึ้นหลังวิกฤตหนี้ยุโรปปี 2012 ECB ประกาศว่าจะเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลของประเทศที่กำลังวิกฤตแบบไม่จำกัดวงเงิน แต่มีเงื่อนไขยุบยิบ เช่น ประเทศนั้นต้องยอมเข้ารับการคุมเข้มทางการคลัง ถูกบังคับให้รัดเข็มขัด 
ต้องลดรายจ่าย ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ปฏิรูประบบงบประมาณและนโยบายต่างๆ ภายใต้การกำกับดูแลจากภายนอก พูดง่ายๆ คือ ต้องยอมเสียอำนาจในการกำหนดนโยบายบางส่วน เพื่อแลกกับความช่วยเหลือ

ด้วยเหตุนี้ OMT จึงทรงพลัง แต่ก็เป็นเครื่องมือที่ไม่มีใครอยากใช้ถ้าไม่จนมุมจริง ๆ เพราะแม้จะช่วยหยุดวิกฤตได้ก็ตาม แต่สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และเป็นราคาที่ต้องจ่ายคือความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจและการเมืองภายในประเทศ
ส่วน TPI (Transmission Protection Instrument) เปรียบเหมือนยารุ่นใหม่ แต่ฤทธิ์อ่อนกว่า เปิดตัวในปี 2022 เป้าหมายคือ ลดความต่างของดอกเบี้ย (Bond Spread) ระหว่างประเทศใหญ่กับประเทศที่เริ่มถูกตลาดโจมตี โดย ECB จะเข้าไปซื้อพันธบัตรแบบเลือกได้ มีความยืดหยุ่นกว่า OMT เงื่อนไขผ่อนปรนกว่า ไม่ต้องเข้าคอร์สรัดเข็มขัดแบบสุดโหด แต่ปัญหาใหญ่คือ วงเงินไม่ชัด มีอำนาจข่มตลาดต่ำกว่า (เพราะ ECB ไม่ได้ประกาศชัดว่าจะทุ่มซื้อพันธบัตรได้ ไม่อั้น แบบ OMT นักลงทุนจึงยังคิดต่อได้ว่า หากขายต่อ โจมตีต่อ อาจยังมีโอกาสชนะ ECB อาจช่วยจริง แต่ช่วยแค่ระดับหนึ่ง ไม่ใช่พร้อมสู้จนสุดทาง) 
มาตรการนี้จึงเหมาะสำหรับการพยุงสถานการณ์ไม่ให้ทรุดหนัก มากกว่าการตัดวงจรความตื่นตระหนกอย่างเด็ดขาด ใช้ได้ดีแค่ประคองอาการไม่ใช่รักษาโรค TPI จึงเหมือนยาพาราเซตามอล ลดไข้ บรรเทาปวด แต่ไม่แตะต้นตอของโรค

แนวโน้มเศรษฐกิจของฝรั่งเศสในปี 2026 ยังคงถูกจำกัดด้วยภาระหนี้ที่เพิ่มสูงขึ้น การขาดดุลงบประมาณในระดับสูง และภาวะชะงักงันทางการเมือง แม้การเติบโตทางเศรษฐกิจจะมีสัญญาณฟื้นตัวเล็กน้อย แต่การปรับฐานทางการคลังที่ทำได้อย่างจำกัด และความเหนื่อยล้าจากการปฏิรูป ยังคงถ่วงรั้งศักยภาพของเศรษฐกิจโดยรวม


กลยุทธ์การรักษาตัวรอด คำแนะนำสำหรับผู้พำนักและนักลงทุน

สำหรับใครที่มีถิ่นพำนักหรือมีทรัพย์สินอยู่ในฝรั่งเศส วินาทีนี้จึงอย่าไว้ใจตัวเลขในหน้าจอ ในยามวิกฤต สภาพคล่องคือราชา (Cash is King) การถอนเงินสดออกมาเก็บไว้กับตัว หรือการเปลี่ยนทรัพย์สินให้เป็นทองคำแท่ง คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในยามที่ระบบธนาคารอาจสั่นคลอน 
ทวีสุข ธรรมศักดิ์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ แนะนำให้ถอนเงินสดมาเก็บไว้ที่บ้าน และหากเป็นไปได้ การย้ายเงินฝากไปยังแหล่งที่ปลอดภัยกว่าอย่างสวิตเซอร์แลนด์ (ในสกุลเงินสวิสฟรังก์) หรือโมนาโก จะเป็นการวางแผนที่ชาญฉลาด
แล้วทำไมต้องจับจ้องที่ค่าเงินยูโร (EUR)? สำหรับนักลงทุนในไทย หากฝรั่งเศสเกิดวิกฤตศรัทธาจริง ค่าเงินยูโรจะร่วงดิ่งเหว และความปั่นป่วนนี้จะลากเอาเศรษฐกิจโลกเข้าสู่พายุลูกใหญ่ที่ยากจะคาดเดา
วิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของคำว่า ‘ถ้าแต่เป็นเรื่องของ ’เมื่อไหร่‘ เพราะความจริงทางตัวเลขและสถิติไม่เคยโกหกใคร ถึงเวลาแล้วที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต้องปกป้องหยาดเหงื่อแรงงานของตัวเอง ก่อนที่พายุทางการเงินจะพัดพาทุกอย่างหายไปกับตา

ที่มา :


Post Views: 127

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2025/12/25/public-debt-timebomb-france-eurozone-risk/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw11OhM4s1aYSdPg4pGO9CaR