ที่ผ่านมา ประเทศไทย ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศท่ามกลางความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมของโลกผ่านการวางรากฐานทางกฎหมายเพื่อรับมือวิกฤตโลกร้อนอย่างเป็นระบบ โดยเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบในหลักการร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. หรือที่เรียกว่า กฎหมายโลกร้อน ซึ่งเป็นกฎหมายฉบับแรกที่ถูกออกแบบมาเพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำให้สามารถบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2593 (Net Zero 2050) รวมถึงเสริมสร้างศักยภาพของประเทศให้รองรับและปรับตัวต่อผลกระทบด้านภูมิอากาศที่เป็นภัยธรรมชาติได้ในระยะยาว
จากบทความเรื่อง “จับตา พ.ร.บ.โลกร้อน ขับเคลื่อนการปรับตัวต่อภัยธรรมชาติ เสริมสร้างการลดก๊าซเรือนกระจกและวางกฎเกณฑ์แนวทางซื้อขายคาร์บอนเครดิต” ที่เผยแพร่ใน Facebook : กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้อัปเดตให้เห็นว่าร่าง กฎหมายโลกร้อน ฉบับนี้มีเนื้อหา 14 หมวด 205 มาตรา และบทเฉพาะกาล มุ่งเน้นให้สามารถบริหารจัดการปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งในส่วนของสาเหตุ คือ ก๊าซเรือนกระจก และปลายเหตุ คือ การปรับตัวเพื่อลดความสูญเสียและเสียหาย
โดยใช้การเสริมสร้างศักยภาพของประเทศไทยให้มีภูมิคุ้มกัน มีสภาพแวดล้อมในการจัดการปัญหาที่มีแนวโน้มรุนแรงและเกิดบ่อยมากยิ่งขึ้น ตลอดจนบรรลุเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยยึดหลัก “ความเป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ” (Climate Justice) ร่วมกับความเป็นธรรมทางสังคมและการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชนควบคู่กัน
และเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของไทยตามกฎหมายนี้จะกำหนดให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ และกำหนดเป็นภารกิจของหน่วยงานรัฐต้องรับดำเนินการและบูรณาการในแผนงาน เพื่อจัดทำงบประมาณที่สอดคล้องกัน ภายใต้โครงสร้างทางนโยบายที่มีการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (กนภ.) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พร้อมกรรมการจากกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อบูรณาการการทำงานและกำหนดนโยบาย หลักเกณฑ์ และกลไกการดำเนินงานร่วมกับนานาชาติ นอกจากนี้ ร่าง พ.ร.บ. ยังรับรองสิทธิของบุคคลและชุมชนในการเข้าถึงข้อมูลและการมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นในกระบวนการกำหนดนโยบายและวางแผน เพื่อให้เกิดความโปร่งใส

ทั้งนี้ หัวใจสำคัญที่กระตุ้นให้ภาคธุรกิจปรับตัวอย่างจริงจังคือ การจัดตั้งระบบกลไกราคาคาร์บอน (Carbon Pricing Mechanism) ซึ่งประกอบด้วยกลไกภาคบังคับ 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่
1. ระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS – Emission Trading System)
เป็นกลไกกำหนดเพดานสูงสุด (Emission Cap) เพื่อควบคุมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของนิติบุคคลในแต่ละภาคส่วน ซึ่งจะได้รับการจัดสรรสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านการให้เปล่าและ/หรือการประมูล โดยสิทธิดังกล่าว ถือเป็นทรัพย์สินที่สามารถซื้อขายและโอนได้ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนำไปสู่การลงทุนในเทคโนโลยีสะอาดอย่างเหมาะสม
2. กลไกการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดนของไทย (CBAM – Carbon Border Adjustment Mechanism)
เพื่อนำไปสู่การป้องกันปัญหา “การรั่วไหลของคาร์บอน” (Carbon Leakage) ซึ่งจะเกิดขึ้นจากการย้ายฐานการผลิตของผู้ประกอบการที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกปริมาณมากมายังประเทศไทย รวมทั้งเพื่อรักษาศักยภาพการแข่งขันทางการตลาดของสินค้าให้กับผู้ประกอบการในประเทศที่ผลิตสินค้ามีต้นทุนเพิ่มเติมจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระดับต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับสินค้านำเข้าที่มีต้นทุนต่ำ อันเนื่องมาจากไม่มีค่าใช้จ่ายในการลดก๊าซเรือนกระจกในการผลิต อีกทั้งจะช่วยสนับสนุนการเตรียมพร้อมรับมือกฎระเบียบทางการค้าระหว่างประเทศได้อีกทางหนึ่งด้วย
3. ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax)
เป็นกลไกราคาคาร์บอนภาคบังคับที่กำหนดให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าสินค้าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต้องจ่ายภาษีตามปริมาณการผลิตหรือนำเข้า ช่วยให้ธุรกิจคาดการณ์ต้นทุนได้ชัดเจนและมีแรงจูงใจลดการปล่อยก๊าซ โดยกรมสรรพสามิตและกรมศุลกากรเป็นผู้จัดเก็บ ทั้งนี้ รายได้จากภาษีต้องนำส่งคลังตามกฎหมายกระทรวงการคลัง และไม่สามารถใช้ในกองทุนภูมิอากาศได้

ร่าง กฎหมายโลกร้อน นี้ยังได้กำหนดให้มีเครื่องมือสำคัญด้านการเงิน คือ กองทุนภูมิอากาศ เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและเสริมสร้างความยืดหยุ่นในระยะยาว โดยแหล่งเงินทุนนี้จะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้วยการจัดเก็บรายได้มาจากกลไกราคาคาร์บอน ของกฎหมาย อาทิ รายได้จากการประมูลสิทธิในระบบ ETS กลไก CBAM และค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปใช้สนับสนุนกิจกรรมด้านการลดก๊าซเรือนกระจก การปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ การวิจัย และพัฒนา ตลอดจนการรับมือกับผลกระทบจากความสูญเสียและความเสียหาย (Loss and Damage)
นอกจากนี้ ร่างกฎหมายจะเป็นกรอบการดำเนินงานด้านคาร์บอนเครดิตของประเทศ โดยกำหนดมาตรฐาน มูลค่าและระบบกำกับดูแลที่ชัดเจน เพื่อให้การซื้อขายและการใช้คาร์บอนเครดิตมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และป้องกันการทุจริตจากธุรกรรมที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งจะมีการจัทำมาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจ (Taxonomy) เพื่อเป็นมาตรฐานกลางสำหรับจำแนกกิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมของไทย สำหรับใช้เป็นกรอบอ้างอิงทางด้านการเงินและการลงทุนเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Finance and Investment) เพื่อให้ทุกภาคส่วนมีความเข้าใจตรงกัน และร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงานได้อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
สำหรับกรอบกฎหมายด้านการปรับตัวและการสร้างภูมิคุ้มกันของประเทศต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้ให้ความสำคัญกับการจัดทำแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ซึ่งจะทำให้เกิดรูปแบบการประเมินความเสี่ยงและผลกระทบในมิติต่างๆ เช่น น้ำ เกษตร สุขภาพ และความมั่นคงทางอาหาร เพื่อสร้างความพร้อมไปสู่การปฏิบัติในระดับจังหวัดและท้องถิ่นตามสภาพพื้นที่และความต้องการที่แตกต่างกันอย่างแท้จริง

ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้จะถูกส่งเข้าสู่การพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาโดยเร็วในระยะต่อไป ก่อนเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภา เพื่อให้มีผลบังคับใช้ได้โดยเร่งด่วน ในฐานะกฎหมายแม่บท โดยจะมีการเตรียมการพิจารณารายละเอียดกฎหมายระดับอนุบัญญัติ หรือกฎหมายลูก คู่ขนานกันไป เช่น กฎกระทรวงเรื่องการรายงานข้อมูลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของนิติบุคคลจะต้องดำเนินการภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ พ.ร.บ. ใช้บังคับ หรือการจัดตั้งโครงสร้างเชิงสถาบันของกฎหมาย เช่น การจัดตั้งคณะกรรมการ การเตรียมการจัดตั้งกองทุนภูมิอากาศ ซึ่งต้องเริ่มเดินหน้าทันทีเพื่อให้เห็นผลเชิงปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งมุ่งหวังว่าจะมีโอกาสได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาในช่วงปลายปี พ.ศ. 2569
อย่างไรก็ดี ประเด็นที่ภาคเอกชนให้ความสนใจมากเป็นพิเศษเกี่ยวกับการรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่ หนึ่ง การวางแผนและจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกของประเทศ และ สอง การกำหนดสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของนิติบุคคลซึ่งจะเป็นภาคบังคับเท่าที่จำเป็น เพื่อให้ได้ข้อมูล CFO – Carbon Footprint Organization หรือการปล่อยคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร โดยจะต้องเชื่อมโยงกับการจัดการเพื่อไม่ให้เกิดการฟอกเขียวหรือ Green wash ร่วมกับการซื้อคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจที่มีอยู่ในประเทศในปัจจุบัน
ดังนั้น การประกาศเดินหน้ากฎหมายสำคัญฉบับนี้จึงถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการพัฒนาเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจัง และเป็นพื้นฐานที่แข็งแกร่งในการสร้างสังคมและเศรษฐกิจที่มีภูมิคุ้มกัน ยั่งยืน และเป็นธรรมสำหรับคนรุ่นต่อไป
เทรนด์ความยั่งยืนที่ต้องจับตาต่อในปี 2026
ปฐมบท “คาร์บอนข้ามแดน” CBAM สหภาพยุโรป บังคับใช้ 1 ม.ค. 2569
ไบโอมีเทน..เชื้อเพลิงชีวภาพ พลังงานแห่งอนาคตของไทย สู่ศูนย์กลางอาเซียน
เอทานอล E100 มิติใหม่เชื้อเพลิงชีวภาพ อนาคตยานยนต์ไทย “ฮับ” แห่งแรกของโลก
Post Views: 225
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/01/01/hot-issues-in-global-warming-law-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mTMjvagEfLrmfLgPDs57B
