• Fri. Apr 24th, 2026

แม่ฟ้าหลวงปั้นเศรษฐกิจชุมชน เชื่อมป่า-คน-ตลาดโลก ดันคาร์บอนเครดิตสร้างรายได้ | เดลินิวส์

แม่ฟ้าหลวงปั้นเศรษฐกิจชุมชน-เชื่อมป่า-คน-ตลาดโลก-ดันคาร์บอนเครดิตสร้างรายได้-|-เดลินิวส์แม่ฟ้าหลวงปั้นเศรษฐกิจชุมชน เชื่อมป่า-คน-ตลาดโลก ดันคาร์บอนเครดิตสร้างรายได้ | เดลินิวส์

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เดินหน้าปรับยุทธศาสตร์รับความเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยวางแนวทางให้การพัฒนาไม่ใช่แค่ภารกิจเพื่อสังคม แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกตลาด ควบคู่การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ โดยมีคนเป็นศูนย์กลาง

การปรับครั้งนี้เชื่อม 4 สายงานหลักเข้าด้วยกัน ได้แก่ ธุรกิจเพื่อสังคม การแก้ปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน หรือ เนเจอร์เบสด์ โซลูชันส์ (Nature-based Solutions) การให้คำปรึกษาด้านความยั่งยืน และการพัฒนาเชิงพื้นที่ เพื่อสร้างระบบที่เชื่อมทั้งองค์ความรู้ การขยายผล และรายได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมใช้แนวคิด ‘ระบบคู่ขนาน’ (Parallel System) พัฒนาโครงสร้างใหม่ควบคู่ระบบเดิม เพื่อลดข้อจำกัดและเร่งการเปลี่ยนผ่าน

‘หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล’ เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า แนวทางนี้เป็นการต่อยอดหลัก ‘ปลูกป่าต้องปลูกคน’ ให้เชื่อมกับเศรษฐกิจมากขึ้น โดยขยายไปสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม มูลนิธิฯ ขยายงานหัตถกรรมจากพื้นที่ดอยตุงไปยังพื้นที่อื่น เพื่อสร้างรายได้และเพิ่มทักษะให้ชุมชน โดยทำหน้าที่ดูแลตั้งแต่การฝึกอบรม การผลิต ไปจนถึงการควบคุมคุณภาพ ปัจจุบันในพื้นที่ปางมะหัน ปูนะ และบ้านห้วยส้าน สามารถสร้างรายได้รวมระดับหลายล้านบาท และช่วยให้หลายครัวเรือน โดยเฉพาะกลุ่มสตรี มีรายได้เสริมอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ถูกยกระดับเป็นแพลตฟอร์มสร้างผู้ประกอบการในพื้นที่ ผ่านการรวมกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ปัจจุบันมี 15 กลุ่ม สมาชิกกว่า 1,030 คน และสร้างรายได้รวม 38.2 ล้านบาทในปี 2568 ครอบคลุมทั้งภาคเกษตร การแปรรูป และสินค้ามูลค่าสูง อย่าง ‘หมูดำดอยตุง’ ที่พัฒนาจากการขายเนื้อสดไปสู่สินค้าแปรรูป เช่น ไส้กรอกและแฮม ช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าจากหลักร้อยเป็นหลักพันบาทต่อกิโลกรัม ขณะที่สินค้าเกษตรหลักอย่างกาแฟและแมคคาเดเมียยังเติบโตต่อเนื่อง โดยมีความร่วมมือกับภาคเอกชน เช่น การบินไทย ที่นำกาแฟดอยตุงไปให้บริการบนเที่ยวบิน

ขยายโมเดล ‘ป่า-คน-รายได้’ ผ่านคาร์บอนเครดิต

อีกกลไกหลักคือการพัฒนาคาร์บอนเครดิต โดยใช้เครือข่ายป่าชุมชนกว่า 300 แห่งเป็นฐาน และเน้นให้ชุมชนมีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์โดยตรง แตกต่างจากแนวทางที่มุ่งเน้นเฉพาะการซื้อขายคาร์บอน

ปัจจุบัน โครงการครอบคลุมพื้นที่ 287,914 ไร่ ใน 12 จังหวัด มีชุมชนเข้าร่วม 303 ชุมชน และมีผู้ได้รับประโยชน์มากกว่า 1.6แสนคน พร้อมตั้งเป้าขยายพื้นที่เพิ่มอีก 1-1.5 แสนไร่ในปี 2569 และสู่ 1 ล้านไร่ภายในปี 2572

ด้านผลลัพธ์ มีป่าชุมชน 12 แห่ง พื้นที่รวม 12,840 ไร่ ที่ได้รับการรับรองคาร์บอนเครดิต คิดเป็น 58,824 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ครอบคลุมระบบนิเวศหลากหลาย ทั้งป่าดิบเขา ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง และป่าชายเลน

เชื่อมทุนโลก สู่เศรษฐกิจชุมชนรูปแบบใหม่

มูลนิธิฯ เร่งสร้างความร่วมมือกับภาครัฐ เอกชน และต่างประเทศ เพื่อพัฒนาฐานข้อมูลและกลไกทางการเงิน รองรับตลาดคาร์บอนเครดิต และช่วยให้เงินทุนไหลลงสู่ชุมชนโดยตรง ลดการกระจุกตัวในโครงการขนาดใหญ่

ทั้งนี้ แนวทางนี้ถูกวางให้เป็นเศรษฐกิจชุมชนรูปแบบใหม่ที่เชื่อมทรัพยากรธรรมชาติเข้ากับระบบเศรษฐกิจโลกอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมขยายบทบาทสู่ระดับนานาชาติ โดยต่อยอดประสบการณ์จากการดำเนินงานในประเทศและต่างประเทศ เช่น เมียนมา และอินโดนีเซีย

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5794276/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DCAycyAV1FLwxDAC7GJqM