SCB EIC เตือนสงครามตะวันออกกลางเสี่ยงกดเศรษฐกิจโลก–ไทย หลังราคาน้ำมันพุ่งแตะ 108 ดอลลาร์
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ประเมินว่า ความตึงเครียดจากสงครามในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ กำลังกลายเป็นความเสี่ยงใหม่ต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะหากสถานการณ์ลุกลามจนกระทบการขนส่งพลังงานผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสำคัญของโลกที่มีสัดส่วนมากกว่า 20% ของการขนส่งพลังงานโลก
รายงานระบุว่า ความกังวลต่อการหยุดชะงักของเส้นทางพลังงานได้ผลักดันราคาน้ำมันดิบโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ล่าสุดราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับขึ้นมาแตะระดับ 108 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งสะท้อนความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น และเข้าใกล้ระดับราคาที่เคยประเมินไว้ในกรณีเลวร้ายของแบบจำลองเศรษฐกิจ
ประเมิน 3 ฉากทัศน์สงคราม
SCB EIC ประเมินแนวโน้มสถานการณ์ตะวันออกกลางและทิศทางราคาน้ำมันภายใต้ 3 ฉากทัศน์หลัก ได้แก่
1. ความตึงเครียดคลี่คลายเร็ว
หากสถานการณ์คลี่คลายภายในประมาณ 2 สัปดาห์ จากแรงกดดันของประเทศผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ เช่น จีน การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะหยุดชะงักเพียงระยะสั้น และราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นจะเป็นเพียง “Geopolitical risk premium” ชั่วคราว
2. การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซติดขัด 2–6 สัปดาห์ (กรณีฐาน)
ในกรณีฐาน SCB EIC ประเมินว่า อิหร่านอาจปิดช่องแคบฮอร์มุซชั่วคราวและเกิดการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานบางส่วน ทำให้การขนส่งพลังงานติดขัดในช่วง 2–6 สัปดาห์ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent เฉลี่ยทั้งปีมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
3. สงครามลุกลามระดับภูมิภาค (Worst case)
หากความขัดแย้งขยายวงกว้างไปสู่สงครามระดับภูมิภาค ระบบโลจิสติกส์พลังงานในอ่าวเปอร์เซียอาจหยุดชะงักเป็นวงกว้าง ซึ่งจะทำให้ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยมีโอกาสพุ่งขึ้นถึง 107 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือสูงกว่า และอาจนำไปสู่ภาวะ “Demand Destruction” จากต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูง
เศรษฐกิจโลกเสี่ยงโตชะลอ-เงินเฟ้อเร่งตัว
SCB EIC ระบุว่า ราคาพลังงานที่สูงขึ้นจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกผ่านหลายช่องทาง โดยเฉพาะเงินเฟ้อและต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจ
โดยประเมินว่า หากราคาน้ำมันโลกเพิ่มขึ้น 10% จะทำให้อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยของประเทศเศรษฐกิจหลักเพิ่มขึ้นประมาณ 0.2 จุดเปอร์เซ็นต์
ในกรณีฐานที่ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เงินเฟ้อโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นราว 0.4 จุดเปอร์เซ็นต์ ขณะที่ GDP โลกอาจลดลงประมาณ 0.2–0.4 จุดเปอร์เซ็นต์
แรงกดดันเงินเฟ้อดังกล่าวยังอาจทำให้ธนาคารกลางหลักของโลก โดยเฉพาะ ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ชะลอการผ่อนคลายนโยบายการเงิน และใช้แนวทาง Wait-and-see มากขึ้น ส่งผลให้การปรับลดอัตราดอกเบี้ยอาจล่าช้าออกไป
เศรษฐกิจไทยอ่อนไหวต่อราคาพลังงาน
สำหรับประเทศไทย SCB EIC ระบุว่า เศรษฐกิจไทยมีความอ่อนไหวต่อราคาพลังงานโลกสูง เนื่องจากเป็น ผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ โดยมีการนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติสุทธิคิดเป็นประมาณ 8% ของ GDP
ในกรณีฐานที่ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยอยู่ที่ 75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เศรษฐกิจไทยปี 2026 อาจขยายตัวชะลอลงประมาณ 0.3 จุดเปอร์เซ็นต์
แต่หากสถานการณ์ลุกลามเป็นสงครามภูมิภาค และราคาน้ำมันเฉลี่ยพุ่งขึ้นสู่ระดับ 100–107 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เศรษฐกิจไทยอาจชะลอลงมากถึง 0.7–0.8 จุดเปอร์เซ็นต์
เงินเฟ้อไทยเสี่ยงเร่งตัวเกินกรอบ
ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลโดยตรงต่อเงินเฟ้อไทย เนื่องจากหมวดพลังงานมีสัดส่วนประมาณ 12% ของตะกร้าเงินเฟ้อผู้บริโภค
SCB EIC ประเมินว่า ในกรณีฐานเงินเฟ้อไทยปี 2026 จะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 1.5% และกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมาย 1–3% ได้เร็วขึ้น
อย่างไรก็ตาม หากสงครามลุกลามเป็น Regional war เงินเฟ้อไทยอาจเร่งตัว เกิน 4% ซึ่งสูงกว่ากรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย
ธุรกิจไทยเผชิญแรงกดดันต้นทุน
สงครามในตะวันออกกลางมีแนวโน้มกระทบภาคธุรกิจไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะธุรกิจที่ใช้พลังงานสูง เช่น ขนส่ง โลจิสติกส์ ก่อสร้าง และวัสดุก่อสร้าง ซึ่งจะเผชิญต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น
ขณะที่ธุรกิจส่งออกอาจได้รับผลกระทบจากต้นทุนโลจิสติกส์และราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น ส่วนภาคบริการ เช่น การท่องเที่ยวและธุรกิจสุขภาพ อาจเผชิญแรงกดดันจากการเดินทางระหว่างประเทศที่ชะลอตัวและความกังวลด้านความปลอดภัย
อย่างไรก็ตาม สินค้า เกษตรและอาหารบางประเภท อาจได้รับอานิสงส์จากความต้องการกักตุนสินค้าในช่วงวิกฤติ รวมถึงพืชพลังงานที่มีแนวโน้มราคาปรับสูงขึ้นตามราคาพลังงานโลก
ค่าเงินบาทผันผวน–นโยบายเศรษฐกิจต้องรับมือ
SCB EIC ระบุว่า ตั้งแต่เกิดความขัดแย้ง ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงประมาณ 2.2% จากแรงกดดันของราคาพลังงานและการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ
ในกรณีสงครามไม่ยืดเยื้อ ค่าเงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 31.25–31.75 บาทต่อดอลลาร์ ในระยะสั้น และประมาณ 31.00–31.50 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงปลายปี
แต่หากสงครามยืดเยื้อและราคาน้ำมันเฉลี่ยสูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ค่าเงินบาทอาจอ่อนค่าไปที่ 32.50–33.50 บาทต่อดอลลาร์
รัฐต้องดูแลเสถียรภาพพลังงาน
ในด้านนโยบายเศรษฐกิจ SCB EIC มองว่า ภาครัฐจะต้องเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการดูแลเสถียรภาพด้านพลังงานและค่าครองชีพ โดยปัจจุบันไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอต่อการใช้งานประมาณ 95 วัน
นอกจากนี้ รัฐบาลยังใช้มาตรการดูแลราคาพลังงาน เช่น การใช้ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อพยุงราคาพลังงานในประเทศ ล่าสุดได้ตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 29.94 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 15 วัน
ขณะเดียวกัน SCB EIC ประเมินว่า ความเสี่ยงจากสงครามตะวันออกกลางอาจเพิ่มโอกาสให้ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) พิจารณาผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม หากผลกระทบต่อเศรษฐกิจรุนแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/middle-east-war-oil-scb-eic&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21FnIe1TGDwjo1AwTqmDIc

