SCB EICประเมินสหรัฐฯ เก็บภาษีนำเข้า 15% เป็นเพียงการ “เปลี่ยนเครื่องมือ” ทางการค้า ไทยอาจได้อานิสงส์ส่งออกระยะสั้น ปรับคาดการณ์ GDP ปีนี้ขึ้น 1.8% แม้เศรษฐกิจยังเปราะบาง
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินทิศทางนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ภายหลังศาลสูงสุดมีคำวินิจฉัยว่านโยบายภาษีเดิมไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่งผลให้ Donald Trump ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศปรับโครงสร้างภาษีนำเข้าทั่วโลกเป็น 15% ภายใต้มาตรา 122 เป็นระยะเวลา 150 วัน
ดร.ปุณยวัจน์ ศรีสิงห์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส SCB EIC ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ของ THE STANDARD WEALTH ระบุว่า การยกเลิกภาษีบางส่วนตามคำสั่งศาลเป็นเพียงการ “เปลี่ยนเครื่องมือ” มากกว่าการยุติสงครามการค้า โดยแม้อัตราภาษีเฉลี่ยที่แท้จริงของสหรัฐฯ (Effective Tariff Rate: ETR) จะลดลงเล็กน้อยจาก 13.6% เหลือ 12.1% ในช่วง 150 วันดังกล่าว แต่สิ่งที่น่ากังวลคือความไม่แน่นอนหลังครบกำหนด
ทั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ยังสามารถใช้มาตรการอื่นเพิ่มเติม เช่น มาตรา 201, 232 หรือ 338 ซึ่งอาจเก็บภาษีได้สูงสุดถึง 50% โดยไม่จำกัดระยะเวลา แม้อาจเผชิญข้อจำกัดทางกฎหมาย ความไม่แน่นอนเชิงนโยบายจึงเป็นแรงกดดันที่สำคัญกว่าระดับภาษีปัจจุบัน
ไทยได้อานิสงส์ส่งออกระยะสั้น แต่ลงทุนเสี่ยงชะลอ
สำหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย SCB EIC ประเมินว่า อัตราภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ต่อสินค้าไทย (ETR) ลดลงเพียงราว 1.9% ซึ่งไม่มากนัก อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นผู้ส่งออกไทยอาจได้อานิสงส์จากการที่ผู้นำเข้าสหรัฐฯ เร่งสั่งซื้อก่อนมาตรการใหม่มีผลบังคับใช้
แต่ในระยะยาว ความไม่แน่นอนทางนโยบายจะกระทบต่อการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชน โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติที่อาจใช้ท่าที “Wait and See” และชะลอแผนลงทุนออกไป
อีกทั้ง การจัดเก็บภาษี 15% เท่ากันทุกประเทศในระยะสั้น อาจเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของจีนในตลาดสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นความท้าทายเพิ่มเติมต่อผู้ส่งออกไทย โดยภาพรวม SCB EIC ยังไม่เห็นความจำเป็นต้องปรับประมาณการเศรษฐกิจจากประเด็นนี้อย่างมีนัยสำคัญ
ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ไทยปีนี้เป็น 1.8% แต่ยังฟื้นตัวต่ำ
SCB EIC ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยปีนี้จาก 1.5% เป็น 1.8% โดยมีแรงหนุนจากปัจจัยชั่วคราว เช่น มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ
ปัจจัยสนับสนุนหลักในระยะต่อไป ได้แก่
-
การส่งออก คาดว่าจะขยายตัว 1.6% จากการฟื้นตัวของการค้าโลก และความต้องการสินค้าในกลุ่ม AI และอิเล็กทรอนิกส์
-
การลงทุนภาคเอกชน มีแนวโน้มดีขึ้นตามยอดขอรับส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่สูงเป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะในกลุ่ม Data Center และอุตสาหกรรมดิจิทัล
อย่างไรก็ตาม ดร.ปุณยวัจน์ ย้ำว่า การเติบโตที่ระดับ 1.8% ยังถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับศักยภาพในอดีต เศรษฐกิจไทยยังเปราะบางและเผชิญความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนภายนอกประเทศ จึงยังไม่อาจวางใจได้ในระยะต่อไป
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/40655&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ae1ejkxTKAfp43zlkgJVN

