4 ผลกระทบไทย สงคราม อิหร่าน-อิสราเอล แนวโน้มยืดเยื้อ คาดน้ำมันในตลาดโลกมีราคาแพงขึ้น แรงงานไทยในอิสราเอลเฝ้าระวังเหตุฉุกเฉิน ด้านนักท่องเที่ยวอิสราเอล อาจมีการชะลอเดินทางมาไทย
สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน (ข้อมูลล่าสุด ณ มีนาคม 2569) ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในหลายมิติ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ พลังงาน และความปลอดภัยของแรงงานไทย ดังนี้
1. ผลกระทบด้านพลังงานและค่าครองชีพ
เป็นผลกระทบที่ใกล้ตัวคนไทยมากที่สุด เนื่องจากตะวันออกกลางเป็นแหล่งผลิตน้ำมันสำคัญของโลก
ราคาน้ำมันและก๊าซ: ความเสี่ยงจากการปิด ช่องแคบฮอร์มุซ (เส้นทางขนส่งน้ำมัน 20% ของโลก) ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกผันผวนสูง ซึ่งจะกดดันให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มและค่าไฟฟ้าในไทยปรับตัวสูงขึ้น
ความมั่นคงทางพลังงาน: กระทรวงพลังงานยืนยันว่าไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอใช้ได้ประมาณ 61 วัน (ข้อมูล ก.พ. 2569) และมีการเตรียมแผนจัดหาจากแหล่งอื่นทดแทนหากสถานการณ์บานปลาย
2. ผลกระทบด้านเศรษฐกิจและการลงทุน
ตลาดหุ้นและทองคำ: ตลาดหุ้นไทยมักปรับตัวลดลงตามทิศทางตลาดโลกจากความกังวลของนักลงทุน ในขณะที่ ราคาทองคำ พุ่งสูงขึ้นในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ซึ่งอาจทำให้ร้านทองบางแห่งต้องหยุดชะงักการซื้อขายชั่วคราวหากราคาสวิงแรงเกินไป
ค่าเงินบาท: เงินดอลลาร์มักแข็งค่าขึ้นในช่วงสงคราม ส่งผลให้ เงินบาทอ่อนค่า ซึ่งกระทบต่อต้นทุนการนำเข้าสินค้า แต่ในทางกลับกันอาจส่งผลดีต่อตัวเลขรายได้จากการส่งออกในเชิงปริมาณเงินบาท
3. ผลกระทบต่อแรงงานไทย
ความปลอดภัย: มีคนไทยจำนวนมากทำงานในอิสราเอล (ส่วนใหญ่เป็นภาคเกษตรกรรม) รัฐบาลไทยต้องเฝ้าระวังและเตรียมแผนอพยพกรณีสถานการณ์รุนแรงขึ้นในพื้นที่เสี่ยง
รายได้ส่งกลับ: หากสงครามยืดเยื้อจนแรงงานต้องเดินทางกลับประเทศ จะส่งผลต่อรายที่ส่งกลับมาจุนเจือครอบครัวในไทย
4. การส่งออกและการท่องเที่ยว
การขนส่งสินค้า: ค่าระวางเรือและค่าประกันภัยขนส่งสินค้าจะสูงขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือเพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่ขัดแย้ง
นักท่องเที่ยว: จำนวนนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง อาจลดลงเนื่องจากการปิดน่านฟ้าหรือความไม่สะดวกในการเดินทาง แต่อาจมีนักท่องเที่ยวบางส่วนเปลี่ยนจุดหมายปลายทางมาที่ไทยแทนเพื่อหนีความไม่สงบ

