• Mon. Apr 27th, 2026

เปิดโผ‘หุ้นเด่น’ รับฤดูร้อน ‘กลุ่มเครื่องดื่ม-เกษตร-ธนาคาร’ รับเอลนีโญเขย่าเศรษฐกิจไทย

เปิดโผ‘หุ้นเด่น’-รับฤดูร้อน-‘กลุ่มเครื่องดื่ม-เกษตร-ธนาคาร’-รับเอลนีโญเขย่าเศรษฐกิจไทยเปิดโผ‘หุ้นเด่น’ รับฤดูร้อน ‘กลุ่มเครื่องดื่ม-เกษตร-ธนาคาร’ รับเอลนีโญเขย่าเศรษฐกิจไทย

ฤดูร้อนปี 2569 ของประเทศไทยแนวโน้มต้องเผชิญกับ “อากาศร้อนรุนแรง” กว่าปีก่อน เนื่องจากการกลับมาของ “เอลนีโญ” ผสมโรงภาวะโลกร้อน กดดัน “อุณหภูมิพุ่ง-ฝนตกน้อย” เสี่ยงภัยแล้งรุนแรงในหลายพื้นที่ ส่งผลกระทบเศรษฐกิจเป็นวงกว้าง ซึ่งไม่เพียงกระทบต่อการดำรงชีวิต แต่ยังเป็น “ปัจจัยลบ” ที่กดดัน “ภาคเกษตรกรรม” และสร้างความผันผวนต่อทิศทาง “การลงทุน” ที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ดังนั้น “หุ้นกลุ่มเครื่องดื่ม” จะกลับมาเป็นหนึ่งในธีมลงทุนที่น่าจับตาในช่วงหน้าร้อนปี 2569 ซึ่งคาดว่าจะช่วยหนุนยอดขายและรายได้ของผู้ประกอบการให้เร่งตัวตามฤดูกาล

เปิดโผ‘หุ้นเด่น’ รับฤดูร้อน ‘กลุ่มเครื่องดื่ม-เกษตร-ธนาคาร’ รับเอลนีโญเขย่าเศรษฐกิจไทย

“วิจิตร อารยะพิศิษฐ” ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ภาวะเอลนีโญมีแนวโน้มกลับมาส่งผลกระทบอย่างชัดเจนตั้งแต่ช่วงกลางปีนี้ หรือราวเดือน มิ.ย.2569 เป็นต้นไป และอาจยาวต่อเนื่องไปจนถึงต้นปีหน้า โดยอากาศจะร้อนจัดและมี “ความเสี่ยง” เกิดภาวะแล้งรุนแรงมากกว่าปีก่อน

ทั้งนี้ ภาวะดังกล่าวจะส่งผลกระทบลบโดยตรงต่อ “ภาคเกษตรกรรม” เนื่องจากปริมาณผลผลิตที่มีแนวโน้ม “ลดลง” ส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะกลายเป็นแรงกดดันด้าน “ต้นทุน” ต่อผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมที่ใช้วัตถุดิบทางการเกษตรเป็นหลัก 

อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง “กลุ่มธุรกิจเครื่องดื่ม” ผู้ได้ประโยชน์จากสภาพอากาศร้อนจัด โดยปกติแล้วในช่วงไตรมาส 2 ถือเป็น “ช่วงไฮซีซั่น” ของการบริโภคเครื่องดื่มอยู่แล้ว แต่แรงหนุนจาก “เอลนีโญ” อาจทำให้ความต้องการบริโภคต่อเนื่องยาวไปถึงช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ส่งผลให้แนวโน้มผลประกอบการมีโอกาสเติบโตดีกว่าปกติ

สำหรับ หุ้นที่น่าสนใจ ได้แก่ บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรืิ ICHI เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าจับตามอง ขณะเดียวกัน หุ้นในกลุ่มเครื่องดื่มหลายบริษัทยังมีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลอยู่ในระดับที่น่าสนใจ ขณะที่ “กลุ่มค้าปลีก” แม้จะมีโอกาสได้รับอานิสงส์จากการบริโภคที่ฟื้นตัว รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐอย่างคนละครึ่ง แต่บรรยากาศการลงทุนโดยรวมยังคงมีความระมัดระวังสูง นักลงทุนยังไม่เร่งเข้ามาเก็งกำไร

ด้าน กลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้นักลงทุนติดตามทั้งแนวโน้มผลประกอบการของ “บริษัทจดทะเบียน” (บจ.) ควบคู่กับปัจจัยสภาพอากาศ โดยหากผลประกอบการไม่ได้ออกมาแย่เกินคาด และมีสัญญาณสนับสนุนการฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง ดังนั้น สามารถทยอยแบ่งไม้สะสมเพื่อรอจังหวะการฟื้นตัวของตลาดในระยะถัดไปได้

“ณัฐพล คำถาเครือ” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า จากการประเมินสถานการณ์เอลนีโญในปี 2569 มีความเป็นไปได้สูงที่สภาพอากาศจะร้อนรุนแรงกว่าปีก่อน ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาพรวมการลงทุนใน “ตลาดหุ้นไทย” โดยมีทั้งกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับประโยชน์และกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

โดยในฝั่งของกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์ ได้แก่ “กลุ่มเครื่องดื่ม” ถือเป็นผู้ได้ประโยชน์โดยตรงจากอากาศร้อนจัด เนื่องจากความต้องการบริโภคเพิ่มขึ้น โดยหุ้นที่น่าสนใจ ได้แก่ บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ICHI ,บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP และ บริษัท ที.เอ.ซี. คอนซูเมอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ TACC ซึ่งมีโอกาสเห็น “ยอดขาย” เติบโตตามอุณหภูมิที่ปรับสูงขึ้นในปีนี้ด้วย 

ขณะเดียวกัน “กลุ่มสินค้าเกษตร” แม้จะเผชิญแรงกดดันจากภัยแล้งที่ทำให้ผลผลิตลดลง แต่กลับได้อานิสงส์จากราคาสินค้าเกษตรที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะยางพารา ซึ่งเป็นสินค้าหลักที่อาจเห็นราคาขยับขึ้นตามภาวะอุปทานตึงตัว ส่งผลให้หุ้น อย่าง บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA น่าจับตาในช่วงนี้

อย่างไรก็ตาม ในส่วนกลุ่มที่ได้รับผลกระทบคือ “กลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ” เนื่องจากปริมาณน้ำในเขื่อนลดลงจากภาวะภัยแล้ง ส่งผลต่อศักยภาพการผลิตไฟฟ้า โดยเฉพาะ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKP ที่คาดว่าจะได้รับแรงกดดันจากปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนที่ลดลงในช่วงดังกล่าว

ดังนั้น สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้นักลงทุนเน้นการเลือกลงทุนในหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากสถานการณ์จริงในแต่ละช่วงเวลา พร้อมติดตามปัจจัยด้านสภาพอากาศควบคู่กับปัจจัยพื้นฐานอย่างใกล้ชิด เพื่อเพิ่มโอกาสสร้าง “ผลตอบแทน” ในภาวะตลาดที่มีความผันผวนสูงจากปัจจัยภูมิอากาศในปีนี้

“วทัญ จิตต์สมนึก” ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บล.พาย กล่าวว่า สถานการณ์เอลนีโญในปีนี้มีแนวโน้มรุนแรงกว่าปีก่อนหน้าจากความแตกต่างของสภาพอากาศเมื่อเทียบกับปีก่อนที่อยู่ในภาวะลานีญา ซึ่งมีฝนตกชุก โดยเอลนีโญจะนำไปสู่สภาพอากาศร้อนจัดและฝนตกน้อย ส่งผลให้ประเทศไทยต้องเผชิญภาวะแห้งแล้งอย่างรุนแรง

ทั้งนี้ ผลกระทบดังกล่าวจะกระทบโดยตรงต่อภาคเกษตรกรรม เนื่องจากปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อการเพาะปลูก ทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดลดลง แม้สถานการณ์ดังกล่วจะผลักดันให้ราคาสินค้าเกษตรปรับตัวสูงขึ้น แต่รายได้ของเกษตรกรอาจไม่ได้เพิ่มขึ้นตาม เนื่องจากปริมาณผลผลิตที่หายไป ไม่สามารถชดเชยราคาที่ปรับขึ้นได้

นอกจากนี้ ปัจจัยด้านราคาสินค้าเกษตรที่สูงขึ้น ยังผสมกับแรงกดดันจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ทรงตัวในระดับสูงราว 90–100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อของไทยมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น และอาจไม่ลดลงได้ง่ายในระยะสั้น

ทั้งนี้ จากแนวโน้มเงินเฟ้อดังกล่าว ประเมินว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. มีโอกาสคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับประมาณ 1% ต่อไป เนื่องจากทิศทางดอกเบี้ยขาลงอาจสิ้นสุดเร็วกว่าที่ตลาดคาดการณ์

โดยในมุมมองการลงทุน คาดว่า “หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์” (แบงก์) จะเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากสถานการณ์ดังกล่าว เนื่องจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่ยังทรงตัวในระดับสูง จะช่วยหนุนส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย และผลประกอบการของกลุ่มธนาคาร ภายใต้สมมติฐานที่เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูงจากทั้งราคาพลังงานและอาหารที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/stock/1231124&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xZr4-AHPjTPhte7AJ12P9