โรงเรียนนานาชาติยังอยู่ในช่วง “ขาขึ้น” ไหม?
หลังปีที่ผ่านมาถูกจับตาว่าเป็นธุรกิจดาวรุ่ง จากการเข้ามาลงทุนของกลุ่มทุนขนาดใหญ่และนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งขยายตัวสวนทางกับจำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลง ส่วนโรงเรียนเอกชนทยอยปิดต่อต่อเนื่อง รวมถึงสถานการณ์ปัจจุบันที่ใครต่างก็บ่นว่าเศรษฐกิจไม่ดี
สำหรับแนวโน้มตลาด ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินไว้ว่า 2568 มูลค่าธุรกิจโรงเรียนนานาชาติขยายตัวแตะระดับ 95,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากกว่า 85,000 ล้านบาทในปี 2567 ขณะที่จำนวนโรงเรียนมีแนวโน้มเพิ่มเป็น 257 แห่ง สะท้อนดีมานด์การศึกษาหลักสูตรนานาชาติที่ยังเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งปัจจัยหลักการเติบโตคือผู้ปกครองที่มีกำลังทรัพย์ ยอมลงทุนเพื่อการศึกษา
แรงงานต่างชาติทักษะสูงยังเพิ่มขึ้น
ข้อมูลจาก LH BANK พบว่าในด้านดีมานด์ กลุ่มเป้าหมายหลักมาจากทั้งคนไทยที่มีความมั่งคั่งสูง และชาวต่างชาติที่ทำงานในประเทศไทย โดยคาดว่าในปี 2569 จำนวนคนไทยที่มีสินทรัพย์มากกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จะเพิ่มขึ้นเป็นราว 162,000 คน เติบโตเฉลี่ย 11.7% ต่อปี ส่วนใหญ่กระจุกตัวในกรุงเทพฯ และหัวเมืองเศรษฐกิจสำคัญ
ขณะเดียวกัน กลุ่มแรงงานต่างชาติทักษะสูง เช่น ผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญในภาคการเงิน เทคโนโลยี และบริการ ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ข้อมูลจากสำนักบริหารแรงงานต่างด้าว ระบุว่า คนต่างด้าวมาตรา 62 ซึ่งจัดเป็นกลุ่มแรงงานทักษะสูง มีรายได้และสวัสดิการดี โดยในช่วงปี 2563-2567 เติบโตเฉลี่ยราว 9.3% ต่อปี และในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 เติบโตเฉลี่ย 13.4% ซึ่งกลุ่มนี้มีศักยภาพในการส่งบุตรหลานเข้าเรียนในโรงเรียนนานาชาติ จึงเป็นฐานลูกค้าสำคัญของตลาด
นานาชาติโตสวนทางอัตราเด็กเกิดใหม่ลดลง
อย่างไรก็ตาม เมื่อดูภาพรวมโครงสร้างประชากรไทยกำลังเป็นแรงกดดันในระยะยาว เนื่องจากจำนวนเด็กเกิดใหม่และประชากรอายุต่ำกว่า 18 ปีมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง โดยช่วงปี 2563-2567 อัตราการเกิดลดลงเฉลี่ยประมาณ 4.5% ต่อปี และในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 ลดลง 2.7% ส่งผลให้ฐานนักเรียนในอนาคตมีขนาดเล็กลง และทำให้การแข่งขันระหว่างโรงเรียนนานาชาติ โรงเรียนสองภาษา และโรงเรียนเอกชนทวีความรุนแรงมากขึ้น ทั้งในแง่การดึงดูดนักเรียนและการใช้ทรัพยากรที่นั่งให้คุ้มค่า
สถิติ 5 ปี เอกชนทยอยปิด นานาชาติขยายตัว
ส่วนภาพรวมการศึกษาเอกชนไทยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงชัดเจนข้อมูล สํานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ชี้ว่า ระหว่างปี 2562- 2567 “โรงเรียนเอกชน” โดยรวมมีจำนวนลดลงจากกว่า 4,100 แห่ง ในปี 2562 เหลือ 3,946 แห่งในปี 2567 หรือลดลงประมาณ 4.8% โดยเฉพาะโรงเรียนสามัญศึกษาที่หายไปมากที่สุด นั่นหมายความว่าโรงเรียนเอกชนแทบจะทยอยปิดตัวทุกปี
แต่ในอีกด้านหนึ่ง “โรงเรียนนานาชาติ” กลับโตสวนทางอย่างชัดเจน เพิ่มจาก 207 แห่ง ปี 2562 เป็น 249 แห่ง ปี 2567 หรือขยายตัวกว่า 20% และข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรที่ระบุว่าปี 2568 เพิ่มเป็น 257 แห่ง
ในฝั่ง “จำนวนนักเรียน” นักเรียนเอกชนทั้งระบบลดลง จากประมาณ 2.24 ล้านคน ปี 2562 เหลือราว 2.03 ล้านคน ปี 2567 หรือลดลงกว่า 9%
ขณะที่นักเรียนนานาชาติ เคยมีนักเรียนสูงถึง 87,343 คน เมื่อช่วงปี 2562 แต่กลับลดฮวบเมื่อช่วงโควิดปี 2563 เหลือประมาณสองหมื่นกว่าคน และค่อยๆ ฟื้นตัวจนเป็น 77,734 คน ในปี 2567
พูดง่าย ๆ คือ ภาพรวมอาจดูซบลง แต่ “ตลาดบน” อย่างโรงเรียนนานาชาติ กลับยังโตต่อเนื่อง และยิ่งชัดว่าเป็นหนึ่งในเซกเตอร์ที่กำลังขยายตัวในระบบการศึกษาไทย
ฟังมุมมจากโรงเรียนนานาชาติ มั่นใจยังโตได้
มุมมองจาก ดร.เย่า ล่าง จาง (Dr.ChangYao-Lang) ประธานกรรมการโรงเรียนนานาชาติเวลล์ส (Wells International School) กล่าวกับ “โพสต์ทูเดย์” ว่า ทิศทางของโรงเรียนนานาชาติยังคงเติบโตดี โดยเฉพาะไทยที่มีจำนวนเกือบ 300 แห่ง ถือว่าสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค แต่อย่างไรก็ตามต้องเผชิญกับความท้าทาย จากจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงและสภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งอาจทำให้โรงเรียนขนาดเล็กบางแห่งต้องปิดตัวลง
ซึ่งปีที่ผ่านมามีโรงเรียนที่ปิดตัวไปเกือบ 10% โรงเรียนที่คาดว่าจะอยู่รอดได้คือโรงเรียนที่เปิดมานานเกิน 10 ปี ส่วนโรงเรียนเปิดใหม่อาจต้องระวัง ซึ่งเป็นสาเหตุให้แต่ละแห่งต้องพยายามอัพเกรดมาตรฐานให้ดีขึ้น
สำหรับโรงเรียนนานาชาติเวลล์ส ยังคงลงทุนต่อเนื่อง พร้อมเตรียมตัวเข้า IPO ในช่วงกลางปี 2569 นี้ หรืออย่างช้าสุดคือปีหน้า เพื่อพัฒนาทั้งการศึกษาและบุคลากรใน 4 วิทยาเขต ล่าสุดได้ทุ่มงบกว่า 15 ล้านบาท ที่วิทยาเขตชลบุรี (เปิดดำเนินการในปี พ.ศ.2565 และเปิดระดับมัธยมปลายในปี พ.ศ. 2567) รวมถึงแผนขยายแคมปัสไปยังจังหวัดใหญ่ๆ ที่มองไว้ คือ เชียงใหม่ และ ภูเก็ต
“ทั้งสองจังหวัดเป็นเมืองใหญ่ที่มีประชากรอยู่เยอะ โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายของโรงเรียนนานาชาติที่ไม่ได้มีแค่เด็กไทย แต่ต้องมีสัดส่วนนักเรียนต่างชาติประมาณ 50% ซึ่งในภูเก็ตมีชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ระยะยาว (Long-term) เป็นจำนวนมาก”
ดร.เย่า ล่าง จาง ยังเผยว่า แนวทางการขยายสาขาอาจเป็นการ “ควบรวมกิจการ” กับโรงเรียนที่มีอยู่แล้วในทำเลที่ดี ซึ่งหากมีทำเลที่เหมาะสม ก็พร้อมที่จะเข้าไปร่วมดำเนินงานหรือควบรวมกิจการ ซึ่งในปัจจุบันมีการเตรียมความพร้อมในด้านการบริหารจัดการและตัวบุคคลกรระดับผู้นำเพื่อรองรับการขยายตัวนี้
“มองว่าทิศทางของตลาดโรงเรียนนานาชาติ ยังมีแววเติบโต แม้จะมีความท้าทายอยู่บ้าง เชื่อว่ายังไปต่อได้”
ขณะที่ เครือ EtonHouse สิงคโปร์ ล่าสุดพึ่งเปิดตัว โรงเรียนนานาชาติมิดเดิลตัน กรุงเทพฯ (Middleton International School Bangkok: MISB) แคมปัสใหม่ย่านปิ่นเกล้า บนพื้นที่กว่า 20,000 ตร.ม.
Ng Yi-Xian ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร EtonHouse International Education Group ระบุว่า ยังคงมั่นใจกับศักยภาพของตลาดในประเทศไทย แม้ว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัว เชื่อว่าพ่อแม่จะมีการลงทุนกับการศึกษาสำหรับบุตรหลานมากขึ้น
ส่วนการตัดสินใจตั้งโรงเรียนในย่านปิ่นเกล้า เนื่องจากมองทำเลดังกล่าวเป็นย่านที่อยู่อาศัยของครอบครัว มีศักยภาพในการเติบโตระยะยาว และเอื้อต่อการสร้างชุมชนการเรียนรู้ เชื่อว่า ด้วยประสบการณ์ของกลุ่มที่มีประสบการณ์ยาวนานในธุรกิจกว่า 30 ปี และมีเครือข่ายการศึกษาระดับโลกที่มีโรงเรียนกว่า 100 แห่งใน 8 ประเทศ ทำให้เชื่อมั่นสำหรับการเข้ามาแข่งขันในไทย
จับตากลุ่มทุนเริ่มจับมือกัน หรือควบรวม มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม LH BANK มองว่า หลังจากนี้ธุรกิจโรงเรียนนานาชาติจะไม่ได้เร่งเปิดสาขาแบบหว่านเหมือนที่ผ่านมา แต่จะ “เลือกเปิด” มากขึ้น เน้นทำเลที่มีกำลังซื้อสูงและมีความต้องการชัดเจน เช่น ย่านธุรกิจในกรุงเทพฯ พื้นที่ EEC รวมถึงเมืองท่องเที่ยวอย่างภูเก็ตและเชียงใหม่ หรือพื้นที่อุตสาหกรรมที่มีเงินลงทุนต่างชาติเข้ามาสูง
พูดง่าย ๆ คือ จากเดิมที่เน้นขยายจำนวนโรงเรียน ตอนนี้ผู้ประกอบการเริ่มหันมาเน้น “คุณภาพและความคุ้มค่า” ของการลงทุนมากขึ้น และหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่เริ่มมีโรงเรียนเยอะเกินไปหรือความต้องการเริ่มชะลอ
อีกด้านหนึ่ง ด้วยจำนวนเด็กที่ลดลงและการแข่งขันที่แรงขึ้น มีแนวโน้มว่าจะได้เห็นการ “จับมือกันมากขึ้น” ทั้งการควบรวมกิจการหรือร่วมทุน ระหว่างผู้ประกอบการ โรงเรียน และนักลงทุนรายใหญ่ เพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความแข็งแกร่งทางธุรกิจ เช่นเดียวกับที่ ดร.เย่า ล่าง จาง ประธานกรรมการโรงเรียนนานาชาติเวลล์ส บอกกับโพสต์ทูเดย์ ถึงแผนขยายแคมปัสที่กล่าวไปเบื้องต้น
ขณะเดียวกัน โรงเรียนนานาชาติยังเร่งปรับตัวด้วยการนำเทคโนโลยีการศึกษา หรือ EdTech เข้ามาใช้มากขึ้น รวมถึงการเรียนแบบผสมผสานระหว่างออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อเพิ่มคุณภาพการเรียนการสอน โดยไม่จำเป็นต้องขยายโรงเรียนให้ใหญ่ขึ้นเหมือนในอดีต
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/741829&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2JjPW-RQ_vuxIcbrkMQlYo

