• Wed. Mar 11th, 2026

หวั่น ‘บาทอ่อน-ราคาน้ำมันแพง’ เสี่ยงฉุดไทยขาดดุล-ซ้ำเติมศก.

หวั่น-‘บาทอ่อน-ราคาน้ำมันแพง’-เสี่ยงฉุดไทยขาดดุล-ซ้ำเติมศก.หวั่น ‘บาทอ่อน-ราคาน้ำมันแพง’ เสี่ยงฉุดไทยขาดดุล-ซ้ำเติมศก.

สถานการณ์ “สงครามอิหร่าน” กลายเป็นหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญของเศรษฐกิจโลก และอาจส่งผลกระทบต่อ “เศรษฐกิจไทย” ในหลายมิติ หากสถานการณ์ยืดเยื้อ

โดยเฉพาะผ่าน “ช่องทางพลังงาน” ซึ่งถือเป็นจุดอ่อนไหวของไทยที่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง 

สำหรับ ประเทศไทย การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันถือเป็น “ความเสี่ยงสำคัญ” เพราะเศรษฐกิจไทยต้องนำเข้าน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติเป็นจำนวนมาก เมื่อราคาพลังงานโลกเพิ่มขึ้น ต้นทุนพลังงานภายในประเทศจะเพิ่มขึ้นตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้รัฐบาลจะพยายามใช้กองทุนน้ำมันเข้ามาพยุงราคา แต่ขีดความสามารถมาตรการดังกล่าวก็มีข้อจำกัด

ดังนั้น เมื่อราคาพลังงานสูงขึ้น ผลกระทบจะส่งต่อไปยังต้นทุนเศรษฐกิจทั้งระบบ เนื่องจากพลังงานเป็นต้นทุนพื้นฐานของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการขนส่ง การผลิตสินค้า หรือภาคบริการ เมื่อค่าใช้จ่ายด้านพลังงานเพิ่มขึ้น

ธุรกิจจำนวนมากจึงมีแนวโน้มต้องปรับราคาสินค้าและบริการเพื่อชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดจะสะท้อนออกมาในรูปของเงินเฟ้อและค่าครองชีพที่สูงขึ้น

ขณะเดียวกัน การที่ไทยเป็นผู้นำเข้าพลังงานรายใหญ่ หมายความว่าประเทศต้องใช้เงินตราต่างประเทศมากขึ้นในการนำเข้าน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ

หากมูลค่านำเข้าพลังงานเพิ่มขึ้นมากกว่ารายได้จากการส่งออกหรือการท่องเที่ยว ก็อาจทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยเปลี่ยนจากเกินดุลไปสู่การขาดดุลได้

การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่องอาจสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาท เพราะประเทศต้องใช้เงินตราต่างประเทศมากกว่าที่ได้รับเข้ามา ส่งผลให้ความต้องการเงินดอลลาร์เพิ่มขึ้น อาจทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง

หากเงินบาทอ่อนค่ามากเกินไป อาจกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติ เพิ่มความผันผวนในตลาดการเงินและตลาดทุนของไทย

นอกจากนี้ ความผันผวนราคาพลังงานอาจสร้างความท้าทายต่อการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลาง หากเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นจากต้นทุนพลังงาน ธนาคารกลางอาจเผชิญการตัดสินใจที่ยากลำบากระหว่างควบคุมเงินเฟ้อกับการสนับสนุนการเติบโตเศรษฐกิจ

หากย้อนดูเศรษฐกิจไทย อยู่ในช่วงฟื้นตัว มีความเปราะบางหลายด้านทำให้แรงกระแทกจากภายนอกอย่างราคาพลังงานที่สูงขึ้นและค่าเงินบาทที่อ่อนค่า อาจทำให้การฟื้นตัวเศรษฐกิจไทยชะลอลงได้

  • บาทอ่อน” ปัจจัยซ้ำเติมเศรษฐกิจ

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวว่า ปัจจุบันค่าเงินบาทไทยอ่อนค่าลงรุนแรงกว่าประเทศในภูมิภาค การอ่อนค่ารอบนี้แตกต่างจากในอดีต ที่เมื่อบาทอ่อนมักมีผลบวกต่อเศรษฐกิจไทย

โดยเฉพาะการส่งออกที่ช่วยเพิ่มความสามารถแข่งขัน แต่ปัจจุบันภาวะเงินบาทอ่อนค่า อาจกลายเป็นปัจจัยซ้ำเติมเศรษฐกิจให้แย่กว่าเดิม

โดยเฉพาะเมื่อราคาน้ำมันโลกกลับทิศทางเป็นขาขึ้น ผลกระทบจึงเกิดขึ้นในทางตรงข้ามทันที เพราะราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ยิ่งกลายเป็นต้นทุนหลักของเศรษฐกิจ ประชาชน และเพิ่มต้นทุนนำเข้ายิ่งสูงขึ้น

ซึ่งอาจทำให้ประเทศไทยเผชิญการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดตามมาได้ เนื่องจากการนำเข้าน้ำมันที่มีมูลค่าสูงขึ้นมา

ซึ่งหากดูผลกระทบจากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด จะยิ่งเป็นปัจจัยหลักซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยผ่าน 3 ช่องทางหลัก

ช่องทางแรกคือ ภาคท่องเที่ยวซึ่งเป็นรายได้หลักประเทศ เมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้น ต้นทุนเดินทางและราคาตั๋วเครื่องบินจะปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้แรงจูงใจนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางมาประเทศไทยลดน้อยลง

ช่องทางที่สอง คือ ภาคการส่งออก แม้บาทอ่อนจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ส่งออกเมื่อแปลงเป็นเงินบาท แต่ในความเป็นจริงต้นทุนการค้าที่สูงขึ้นจากราคาพลังงาน และค่าขนส่งจะกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่บั่นทอนกำไรและความสามารถการแข่งขันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ช่องทางที่สาม คือ การบริโภคภายในประเทศ ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากกำลังซื้อให้หายไปได้ ยิ่งทำให้การบริโภคโดยรวมซบเซาลง และยังมีภาระที่ภาครัฐต้องแบกรับในการจ่ายเงินอุดหนุนราคาพลังงานบางประเภท ซึ่งเป็นภาระการคลังที่เพิ่มขึ้น

ปัญหาของไทยในวิกฤติครั้งนี้ ไม่ได้มีแค่เรื่องของราคาเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องปริมาณ นอกจากความกังวลเรื่องน้ำมันแพงแล้ว ยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดการขาดแคลนสินค้า หรือ Supply Disruption หากสถานการณ์สงครามลากยาวออกไป ตัวอย่างที่เริ่มเห็นได้ชัด คือ โรงงานปิโตรเคมีบางแห่งต้องประกาศภาวะเหตุสุดวิสัย เพราะไม่มีวัตถุดิบในการผลิต และยังมีความกังวลลามไปถึงสินค้าสำคัญอื่นๆ เช่น ปุ๋ยยูเรีย ซึ่งอาจขาดแคลนและมีราคาแพงขึ้นกระทบต่อภาคเกษตรและอุตสาหกรรมวงกว้าง”

ทั้งนี้ หากดูโครงสร้างเศรษฐกิจไทยมีความเปราะบางต่อราคาน้ำมันสูงเป็นอันดับต้นของโลก เพราะไทยนำเข้าน้ำมันสูงถึง 6.5% ของจีดีพี ทำให้เศรษฐกิจไทยกระทบรุนแรงกว่าประเทศอื่นๆ และแรงกว่าวิกฤติรัสเซียยูเครนในอดีต

  • ไทยเสี่ยง “ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด”

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ในบริบทปัจจุบันที่เกิดความขัดแย้งระหว่างอิหร่านมองว่า

เงินบาทที่อ่อนค่า” ลง อาจกลายเป็นปัจจัยลบซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยให้แย่กว่าเดิมเนื่องจากการอ่อนค่าครั้งนี้ มาพร้อมภาวะเงินทุนไหลออก และต้นทุนนำเข้าน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นรวดเร็ว
“เงินบาทอ่อนค่าลง”

ในขณะที่ราคาน้ำมันแพงขึ้นส่งผลให้ต้นทุนนำเข้าพลังงานทุกอย่างสูงขึ้นตามไปด้วย สิ่งนี้ไม่ได้เป็นผลดีเหมือนที่เคยเข้าใจกันมา เพราะจะกลายเป็นตัวฉุดรั้งกำลังซื้อ และเพิ่มภาระค่าครองชีพให้ประชาชนเป็นวงกว้าง ดังนั้น มองว่าบาทอ่อนค่ารอบนี้เป็นปัจจัยลบกับเศรษฐกิจไทยมากกว่าบวก

ทั้งนี้ จากความกังวลทั่วโลกที่มีความไม่แน่นอนสูงขึ้นจากภาวะสงคราม อาจทำให้ผู้บริโภคทั่วโลกรัดเข็มขัด และลดบริโภคลง ส่งผลให้การส่งออกระยะต่อไปอาจดูไม่ดีนักหากสถานการณ์สงครามลากยาวออกไป

ส่วนภาคอุตสาหกรรม กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ มีความน่ากังวลเพิ่มขึ้น เนื่องจากอุตสาหกรรมนี้มีสัดส่วนนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศสูงมาก เมื่อเงินบาทอ่อนค่าลง ต้นทุนวัตถุดิบจึงขยับขึ้นตาม

หากบริษัทเหล่านี้ไม่ได้มีการบริหารจัดการความเสี่ยงหรือการป้องกันความเสี่ยงที่ดีพอ ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจะเข้าไปกัดกินกำไรภาคธุรกิจได้ และอาจเสี่ยงมีต้นทุนนำเข้าที่แพงขึ้น

แต่ที่น่ากังวล คือ มีความเป็นไปได้สูงที่ในปีนี้ประเทศไทยจะเผชิญการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด แม้การส่งออกจะยังประคองตัวได้ดี

แต่ดุลการค้าหลายเดือนที่ผ่านมา เริ่มมีสัญญาณติดลบจากนำเข้าที่พุ่งสูงขึ้น แม้ว่าไทยจะมีรายได้จากการท่องเที่ยวเข้ามาช่วยชดเชยในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว

แต่สถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงคือไตรมาสที่ 2 ซึ่งเป็นช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยวและเป็นช่วงที่บริษัทต่างชาติมีการส่งเงินปันผลกลับออกนอกประเทศ หากสงครามลากยาวไปถึงเม.ย.การขาดดุลบริการและรายได้ในไตรมาส 2 จะกลายเป็นปัจจัยหลักที่ซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย

“หากราคาน้ำมันยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง ความเสี่ยงที่จะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจะยิ่งรุนแรงขึ้น และปัจจัยนี้จะเป็นตัว กดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงไปอีกช่วงไตรมาสที่ 2 มากกว่าสถานการณ์ปกติ มีการประเมินว่าเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าไปทดสอบระดับ 34 บาทต่อดอลลาร์ และความเสี่ยงนี้จะสูงมากหากราคาน้ำมันดิบยืนระยะแถว 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล”

  • ไทยจ่อเผชิญภาวะถดถอยทางเทคนิค

สำหรับเศรษฐกิจไทย ไตรมาสแรกปีนี้คาดการณ์ว่าขยายตัวต่ำมากหากเทียบไตรมาสก่อนหน้าเพียง 0.1% เท่านั้น และหากสถานการณ์สงครามลากยาว มีความเสี่ยงที่จีดีพีไตรมาส 2 อาจติดลบได้

ดังนั้นหาก GDP ติดลบติดต่อกันสองไตรมาสจะทำให้ไทยเข้าสู่ภาวะ Technical Recession เชิงเทคนิคทันที

  • ห่วงสงครามดันราคาน้ำมันพุ่ง-เงินไหลออก

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ (BBL) และประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวว่า สถานการณ์ปัจจุบันน่ากังวลเนื่องจากไม่ใช่เพียงแค่เรื่องสงครามการค้าเหมือนปีที่ผ่านมา แต่ผสมโรงระหว่างสงครามที่เกิดขึ้นจริงและวิกฤตการณ์น้ำมัน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมัน

ในด้านตลาดเงินในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ความผันผวนค่าเงินบาทเคลื่อนไหวสอดคล้องกับการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ นักลงทุนตัดสินใจเทขายสินทรัพย์ต่างๆ หุ้นและทองคำ เพื่อเปลี่ยนมาถือเงินดอลลาร์ในฐานะ Safe Asset ที่มั่นคงที่สุดในเวลานี้ส่งผลให้ความต้องการดอลลาร์ที่พุ่งสูงขึ้นท่ามกลางความกังวลใจคนทั่วโลก

เมื่อดอลลาร์แข็งค่ามาก เงินบาทซึ่งเปรียบเสมือนส่วนกลับของดอลลาร์จึงอ่อนค่าลงโดยปริยาย แม้จะมีการพยายามดูแลให้อยู่ในระดับประมาณ 31 บาทต่อดอลลาร์ในช่วงก่อนหน้า แต่ความแรงของการแข็งค่าของดอลลาร์ในรอบนี้ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงตามกลไกตลาดที่แท้จริง

ดังนั้น แม้เงินบาทที่อ่อนค่าช่วยในแง่การส่งออกได้บ้างในระยะยาว แต่ระยะสั้นและภายใต้เงื่อนไขราคาน้ำมันแพงเช่นนี้ การอ่อนค่าเงินบาทจึงเป็นปัจจัยที่เข้ามาซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยที่ไม่ได้แข็งแรงอยู่แล้วให้เผชิญกับความยากลำบากมากขึ้น

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1224611&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2JZihwj7NqnFncyqckrY_p