ในสภาวะที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับความผันผวนอย่างรุนแรง จากชนวนเหตุของสงคราม ตลาดทุนไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญที่อาจเป็นจุดพลิกผันจากการเปลี่ยนแปลงภายในประเทศ จากโอกาสการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ที่เร็วกว่าคาด
สถานการณ์โลก คลื่นลมเริ่มสงบแต่ยังต้องเฝ้าระวัง
วิกฤตความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน สหรัฐฯ และอิสราเอล ที่ดำเนินต่อเนื่องมาเริ่มมีสัญญาณของความรุนแรงที่ลดน้อยลง แม้ว่าในเชิงปฏิบัติจะยังมีเหตุการณ์ที่น่ากังวล เช่น การยิงเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งรวมถึงเรือมยุรี นารี ของ บริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ PSL สัญชาติไทย และคำขู่โจมตีจากฝั่งอิหร่านหากสหรัฐฯ ตอบโต้กลับก็ตาม
อย่างไรก็ดี ทัศนคติของตลาดเริ่มผ่อนคลายลงหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาระบุว่าสงครามใกล้ถึงจุดสิ้นสุดเนื่องจากเป้าหมายในการโจมตีลดน้อยลง
ในด้านพลังงาน สำนักงานพลังงานสากล (IEA) ได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกด้วยการระบายน้ำมันสำรองครั้งประวัติศาสตร์ถึง 400 ล้านบาร์เรล เพื่อบรรเทาภาวะอุปทานขาดแคลน ซึ่งส่งผลโดยตรงในการกดดันให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลง
ขณะที่นโยบายการเงินโลกยังคงมีความเข้มงวด โดยคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) อาจจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้งเท่านั้น ในช่วงเดือนกันยายน 2569 ซึ่งต้องรอความชัดเจนจากการประชุมและ Dot Plot ในวันที่ 18 มีนาคมนี้
ปัจจัยภายในประเทศ รัฐบาลใหม่ ความหวังของตลาดทุน
ท่ามกลางแรงเทขายหุ้นเอเชียอย่างหนักตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมจากผลกระทบของสงคราม โดยตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงไปถึง 7.9% แต่จุดเปลี่ยนสำคัญที่ บล.เอเซีย พลัส ประเมินไว้คือการจัดตั้งรัฐบาลไทยที่รวดเร็วกว่าคาด โดยมีไทม์ไลน์ที่ชัดเจน ดังนี้
- 14 มีนาคม เปิดประชุมรัฐสภา
- 19 มีนาคม โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี
- เมษายน 2569 รัฐบาลใหม่เริ่มบริหารประเทศอย่างเต็มรูปแบบ
การจัดตั้งรัฐบาลที่รวดเร็วไม่เพียงแต่ช่วยลดความไม่แน่นอนทางการเมือง แต่ยังเป็นแรงดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (FDI) และส่งผลให้การเบิกจ่ายงบประมาณปี 2570 ดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง หากย้อนกลับไปดูสถิติในปี 2562 จะพบว่าการเปิดประชุมสภาช่วยหนุนให้ดัชนี SET พุ่งขึ้นกว่า 100 จุด แม้จะมีปัจจัยลบจากสงครามการค้าในขณะนั้นก็ตาม
กลยุทธ์การลงทุน “หลบสงคราม ซบหุ้นอิงนโยบายรัฐ”
ในจังหวะที่ความผันผวนภายนอกยังมีอยู่ ฝ่ายวิจัยฯ แนะนำให้เน้นกลุ่มการบริโภคภายในประเทศ (Domestic Consumption) ที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจแบบรวดเร็ว (Quick Win) ภายใน 100 วันแรกของรัฐบาลผสมพรรคภูมิใจไทยและเพื่อไทย โดยมี 3 กลุ่มอุตสาหกรรมเด่นที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์ ได้แก่
1. กลุ่มค้าปลีก (CPAXT, BJC): คาดว่าจะได้รับประโยชน์โดยตรงจากนโยบาย “คนละครึ่ง พลัส” ที่รัฐบาลเข้ามาช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายสินค้าอุปโภคบริโภคครึ่งหนึ่ง
2. กลุ่มเครื่องดื่ม (CBG, OSP, ICHI): นอกจากกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นแล้ว ยังได้รับปัจจัยหนุนจากช่วงฤดูร้อน (High Season) ซึ่งเป็นช่วงที่ยอดขายเติบโตสูงสุดในรอบปี
3. กลุ่มไฟแนนซ์ (MTC, TIDLOR): จะได้รับผลบวกเชิงบวกจากนโยบายแก้หนี้และพักหนี้ ซึ่งช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับประชาชนและลดความเสี่ยงของการเกิดหนี้เสีย (NPL) อย่างมีนัยสำคัญ
ความชัดเจนของการเมืองไทยเป็นปัจจัยบวกเฉพาะตัวที่จะช่วยประคองและขับเคลื่อนตลาดหุ้นไทยให้ฟื้นตัวได้ การเลือกลงทุนในหุ้นที่อิงกับนโยบายรัฐและตอบโจทย์การบริโภคในประเทศจึงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและมีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้ดีในสถานการณ์ปัจจุบัน
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/739295&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3LtYO_U-0MqdSnKMeq_NQO

