ในอดีต ทิศทางของเงินบาทที่อ่อนค่ามักถูกประเมินว่าเป็น “ผลดี” ต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออก ทว่าในสถานการณ์ปัจจุบันที่ราคาน้ำมันโลกปรับตัวสูงขึ้น “บาทอ่อน” กลับกลายเป็นปัจจัยลบที่เข้ามาซ้ำเติมเศรษฐกิจและน่ากังวลว่าจะนำไปสู่อันตรายกว่าปกติ
ในอดีต ทิศทางของเงินบาทที่อ่อนค่ามักถูกประเมินว่าเป็น “ผลดี” ต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออก ทว่าในสถานการณ์ปัจจุบันที่ราคาน้ำมันโลกปรับตัวสูงขึ้น “บาทอ่อน” กลับกลายเป็นปัจจัยลบที่เข้ามาซ้ำเติมเศรษฐกิจและน่ากังวลว่าจะนำไปสู่อันตรายกว่าปกติ
เนื่องจากประเทศไทยมีโครงสร้างพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนที่สูงถึง 6.5% ของจีดีพี ทำให้ไทยมีความเปราะบางต่อราคาน้ำมันสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก เมื่อราคาน้ำมันแพงผนวกกับค่าเงินที่อ่อนค่าลง ประเทศจึงต้องใช้เงินตราต่างประเทศมากขึ้นเพื่อจ่ายค่าพลังงานที่แพงขึ้นอย่างรวดเร็ว
สิ่งที่น่ากังวลสืบเนื่องมาคือ มูลค่าการนำเข้าพลังงานที่สูงขึ้นมากอาจแซงหน้ารายได้จากการส่งออกและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่อาจทำให้ประเทศไทยกลับมาเผชิญภาวะ “ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด” ได้อีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงไตรมาสที่ 2 ซึ่งถือเป็นช่วงนอกฤดูการท่องเที่ยวและเป็นฤดูกาลส่งเงินปันผลกลับประเทศของบริษัทต่างชาติ หากเกิดการขาดดุลอย่างต่อเนื่อง จะยิ่งสร้างแรงกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงไปอีก เป็นปัจจัยซ้ำเติมเศรษฐกิจให้ยากลำบากมากขึ้นและหากสถานการณ์ลากยาวจนกระทบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ไทยมีความเสี่ยงสูงที่จีดีพีจะติดลบติดต่อกัน และอาจเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค (Technical Recession)
ผลกระทบจากวิกฤตินี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ปัญหาน้ำมันแพง แต่หากสถานการณ์สงครามลากยาวออกไป ประชาชนและภาคธุรกิจจะเผชิญกับความเสี่ยงจากภาวะขาดแคลนสินค้าและวัตถุดิบสำคัญ เช่น ปุ๋ยยูเรียในภาคการเกษตรที่มีราคาแพงขึ้นและขาดแคลน ที่สำคัญพลังงานถือเป็นต้นทุนพื้นฐานของทั้งภาคการขนส่ง การผลิตสินค้า และภาคบริการ เมื่อต้นทุนเหล่านี้สูงขึ้น ธุรกิจจึงต้องปรับราคาสินค้าและบริการขึ้นตามเพื่อชดเชย ผลลัพธ์ที่ตามมาคืออัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น ดึงกำลังซื้อภายในประเทศให้หดหายไป และเพิ่มภาระค่าครองชีพให้ประชาชนเป็นวงกว้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นอกจากนี้ เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างภาคการท่องเที่ยวก็อาจจะได้รับผลกระทบจากต้นทุนทางเศรษฐกิจที่พุ่งสูงขึ้นทั้งระบบเช่นกัน ต้นทุนพลังงานได้ส่งผ่านไปยังต้นทุนการเดินทางและราคาตั๋วเครื่องบินที่แพงขึ้นตามราคาน้ำมันในตลาดโลก ปัจจัยดังกล่าวกลายเป็นแรงเสียดทานสำคัญที่ทำให้แรงจูงใจที่นักท่องเที่ยวต่างชาติจะเดินทางมาไทยลดน้อยลง ซึ่งย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการท่องเที่ยวที่เป็นรายได้หลักของประเทศ
ท่ามกลางความผันผวนของราคาพลังงาน ภารกิจที่หนักหน่วงที่สุดตกไปอยู่กับการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางที่จะมีความยากลำบากมากขึ้น หากอัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนพลังงาน ธนาคารกลางจะต้องเผชิญกับการตัดสินใจที่ยากลำบาก นั่นคือการต้องเลือกรักษาสมดุลระหว่าง “การดำเนินการเพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อ” กับ “การสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจ” ซึ่งปัจจุบันเศรษฐกิจไทยยังคงมีความเปราะบางในหลายด้านและเพิ่งอยู่ในช่วงฟื้นตัว การบริหารนโยบายในระยะต่อไปจึงเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/opinion/editorial/1224769&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CnltGY_ZqzwUeDBSoiNfU

