‘รีไซเคิล’ เป็นคำหนึ่งที่เราได้ยินมานมนาน และเป็นภาพที่ปรากฏอยู่แทบทุกแห่ง ตั้งแต่ถังขยะสี่สีในอาคารสำนักงาน ไปจนถึงแคมเปญลดพลาสติกของซูเปอร์มาร์เก็ต เช่นเดียวกับที่หลายคนเริ่มคุ้นเคยกับการแยกขวด แยกกระดาษ หรือเก็บกระป๋องไว้ขายให้ร้านรับซื้อของเก่า
ภาพเหล่านี้ทำให้สังคมไทยดูเหมือนกำลังเดินหน้าไปสู่สังคมที่จัดการขยะอย่างยั่งยืนมากขึ้น
แต่เมื่อลงลึกในรายละเอียด สิ่งที่เราได้ยินได้เห็นและได้ทำมานาน ดูเหมือนยังไม่ค่อยมีความคืบหน้าไปมากสักเท่าไหร่
ข้อมูลจาก กรมควบคุมมลพิษ ระบุว่า ในปี 2023 ประเทศไทยสร้างขยะมูลฝอยชุมชนประมาณ 26.95 ล้านตัน หรือเฉลี่ยกว่า 73,000 ตันต่อวัน และประชาชนแต่ละคนสร้างขยะประมาณ 1.07 กิโลกรัมต่อวัน
ในจำนวนนี้ มีเพียง 9.31 ล้านตัน หรือราว 34 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้นที่ถูกคัดแยกเพื่อนำกลับมาใช้ประโยชน์ ส่วนที่เหลืออีกจำนวนมากถูกนำไปกำจัดด้วยการฝังกลบ เผา หรือหลุดเข้าสู่สิ่งแวดล้อม
ตัวเลขอีกชุดหนึ่งที่สะท้อนปัญหาได้ชัดเจนคือ ขยะที่กำจัดอย่างไม่ถูกต้องมีประมาณ 7.47 ล้านตันต่อปี หรือเกือบหนึ่งในสามของขยะทั้งหมดในประเทศ
เหตุที่การจัดการขยะไทยและการนำเข้าไปสู่ระบบรีไซเคิลเป็นไปอย่างน้อยนิด คำตอบหนึ่งคงไม่พ้นความจริงที่ว่า ระบบรีไซเคิลของประเทศไทยไม่ได้ถูกขับเคลื่อนโดยรัฐหรือเทศบาลเป็นหลัก หากแต่พึ่งพาเศรษฐกิจนอกระบบค่อนข้างสูง
ในชีวิตประจำวัน เราคุ้นเคยกับภาพซาเล้งเก็บของเก่า ร้านรับซื้อเศษวัสดุ หรือคนคัดแยกขยะตามกองขยะขนาดใหญ่ คนกลุ่มนี้คือฟันเฟืองสำคัญของระบบรีไซเคิลไทย พวกเขาคือผู้รวบรวมขวดพลาสติก กระป๋องอะลูมิเนียม และกระดาษจำนวนมหาศาลเพื่อนำกลับเข้าสู่ตลาดรีไซเคิล
แต่ระบบแบบนี้มีข้อจำกัดสำคัญ คือ มันทำงานตาม ‘ราคาของขยะ’
วัสดุที่มีมูลค่า เช่น ขวด PET หรือกระป๋องอะลูมิเนียม จะถูกเก็บและขายต่ออย่างมีประสิทธิภาพ แต่ขยะจำนวนมากที่ไม่มีราคา เช่น ซองขนม ฟิล์มพลาสติก หรือบรรจุภัณฑ์หลายชั้น กลับแทบไม่มีใครเก็บ เพราะต้นทุนในการคัดแยกสูงกว่ามูลค่าของวัสดุ
ผลลัพธ์ ทำให้ขยะจำนวนมหาศาลไม่เคยถูกนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลเลยตั้งแต่แรก
อีกปัญหาหนึ่งอยู่ที่โครงสร้างของระบบจัดการขยะเอง งานวิจัยเกี่ยวกับระบบจัดการพบว่า แม้ประเทศจะมีสถานที่จัดการขยะมากกว่า 2,000 แห่ง แต่มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ดำเนินการตามหลักวิชาการด้านการจัดการขยะอย่างเหมาะสม ขณะที่อีกจำนวนมากยังเป็นเพียงการกองสุมหรือฝังกลบแบบพื้นฐาน
จากประเด็นนี้พอกล่าวได้ว่า ปัญหาของการรีไซเคิลในไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับการแยกขยะของประชาชนเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานของระบบทั้งประเทศ
และในอีกด้านหนึ่ง ตลาดของวัสดุรีไซเคิลก็ยังไม่แข็งแรงมากนัก อุตสาหกรรมจำนวนไม่น้อยยังเลือกใช้วัตถุดิบใหม่ เพราะมีคุณภาพสม่ำเสมอและมีต้นทุนที่คาดการณ์ได้ง่ายกว่า วัสดุรีไซเคิลจึงยังไม่กลายเป็นทรัพยากรหลักในห่วงโซ่อุตสาหกรรม
เมื่อเศรษฐกิจยังไม่ได้ให้คุณค่ากับวัสดุรีไซเคิลอย่างแท้จริง ขยะจำนวนมากจึงยังคงถูกมองเป็นของเสีย มากกว่าเป็นวัตถุดิบที่มีมูลค่า
ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดความย้อนแย้งขึ้นในสังคม ที่ในระดับวัฒนธรรม เรารณรงค์เรื่องการแยกขยะอย่างจริงจัง แต่ในระดับโครงสร้างเศรษฐกิจ ระบบที่รองรับการรีไซเคิลกลับยังไม่สมบูรณ์ หรือยังขาดกลไกที่ทำให้เกิดระบบเศรษฐกิจแบบหมุนเวียน (Circular Economy)
หากจินตนาการเป็นแผนภาพ เศรษฐกิจรูปแบบเดิมจะมีลักษณะทางเดินเป็นเส้นทาง ผลิต ใช้งาน แล้วถูกทิ้ง แต่เศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นการเปลี่ยนเส้นทางวิ่งให้วนเป็นวงกลม วัสดุที่ถูกใช้แล้วจะถูกออกแบบให้สามารถกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตอีกครั้ง ไม่ว่าจะผ่านการใช้ซ้ำ การซ่อมแซม หรือการรีไซเคิล
ตัวอย่างเช่น การออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้ใช้พลาสติกชนิดเดียวเพื่อให้รีไซเคิลง่าย การกำหนดให้ผู้ผลิตต้องรับผิดชอบต่อขยะที่เกิดจากสินค้า หรือการสร้างระบบคืนบรรจุภัณฑ์ เช่น การคืนขวดเพื่อรับเงินมัดจำ ซึ่งในหลายประเทศสามารถเพิ่มอัตราการเก็บขวดพลาสติกได้มากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์
อย่างไรก็ดี ประเด็นดังกล่าวก็ยังต้องไปว่ากันในเรื่องทางกฎหมายกันต่ออีกขั้น ซึ่งปัจจุบัน ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมาย Extended Producer Responsibility (EPR) ที่ใช้งานได้จริงอย่างเต็มรูปแบบ
ตามนิยาม EPR คือแนวนโยบายที่ ขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิตไปจนถึงช่วงหลังการบริโภคของสินค้า หมายความว่า บริษัทที่ผลิตสินค้า เช่น เครื่องดื่ม พลาสติก หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ จะต้องรับผิดชอบต่อการเก็บคืน การรีไซเคิล หรือการกำจัดของเสียที่เกิดจากสินค้าของตนเอง
โดยสถานะอยู่ระหว่างการนำหลักการ EPR มาปรับใช้ใน (ร่าง) พ.ร.บ. การจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน ซึ่งคาดกันว่าจะสามารถบังคับใช้ได้ภายในปี 2027
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการบังคับใช้กฎหมายจะเป็นไปตามกำหนดการหรือไม่ ก็ถือเป็นอีกเรื่องชวนจับตา ข้อมูลจากการศึกษาหนึ่งชี้ว่า ด้วยโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศที่พึ่งพาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและพลาสติกอย่างมากอาจเป็นอุปสรรคใหญ่ของการพลักดัน (ร่าง) พ.ร.บ. ฉบับนี้
ประเทศไทยเป็นหนึ่งในฐานการผลิตปิโตรเคมีที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอุตสาหกรรมนี้มีมูลค่าประมาณ 7 เปอร์เซ็นต์ ของ GDP ประเทศ และตามข้อมูลงานวิจัยยังระบุว่า ภาคอุตสาหกรรมพลาสติกในไทยมีอิทธิพลสูงทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง ทำให้เกิดแรงต้านต่อกฎหมายที่อาจเพิ่มต้นทุนหรือเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจอย่างรุนแรง
รวมถึงประเด็นที่ได้กล่าวไปในข้างต้นเรื่อง โครงสร้างระบบจัดการขยะของไทยที่พึ่งพาเทศบาลและการจัดการนอกระบบ หาก EPR ถูกบังคับใช้จริง ระบบทั้งหมดต้องถูกออกแบบใหม่เพื่อเชื่อมโยงผู้ผลิต เทศบาล และเครือข่ายรีไซเคิล ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อนและต้องใช้เวลาในการบูรณาการความร่วมมือขึ้นใหม่
นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่มักถูกพูดถึงในงานวิเคราะห์เชิงนโยบายคือ ความไม่เชื่อมั่นในระบบกำกับดูแลของรัฐ
งานวิจัยด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนในไทยพบว่า ผู้ผลิตบางส่วนลังเลที่จะสนับสนุน EPR เพราะไม่แน่ใจว่าค่าธรรมเนียมหรือกองทุนที่จัดเก็บจะถูกใช้เพื่อพัฒนาระบบรีไซเคิลอย่างจริงจังหรือไม่
ในระบบที่ความโปร่งใสของการบริหารจัดการยังเป็นประเด็นอ่อนไหว การขอให้ภาคธุรกิจจ่ายเงินเพิ่มเพื่อจัดการขยะจึงไม่ใช่เรื่องง่าย
นอกจากนี้ ปัจจัยทางการเมืองถือเป็นหนึ่งบทบาทสำคัญ ตามรายงานเกี่ยวกับนโยบาย EPR ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ระบุว่า การพัฒนากฎหมายสิ่งแวดล้อมในไทยมักได้รับผลกระทบจากความไม่ต่อเนื่องทางการเมือง ทำให้ร่างกฎหมายบางฉบับถูกเลื่อนหรือหยุดชะงักในกระบวนการนิติบัญญัติ
ทั้งหมดนี้ทำให้การจัดการขยะในประเทศไทยคล้ายกับติดอยู่ในวังวนของการรอความพร้อมแบบไม่มีเดดไลน์มากำกับ
ในปี 2569 มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้จัดทำโครงการชุมชนแม่เปินคาร์บอนต่ำ (Mae Poen Low Carbon) ร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลแม่เปิน อำเภอแม่เปิน จังหวัดนครสวรรค์ และโรงเรียนอนุบาลแม่เปิน ได้รับการสนับสนุนงบประมาณดำเนินงานจากธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้แบงกิ้งคอร์ปอเรชั่น จำกัด และได้มีการทำบันทึกตกลงความร่วมมือทางการดำเนินโครงการไปเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2568
เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)
เป้าหมายที่ 8 ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง ครอบคลุม และยั่งยืน การจ้างงานเต็มที่ และมีผลิตภาพ และการมีงานที่สมควรสำหรับทุกคน
8.3 ส่งเสริมนโยบายที่มุ่งเน้นการพัฒนาที่สนับสนุนกิจกรรมที่มีผลิตภาพ การสร้างงานที่สมควร ความเป็นผู้ประกอบการ ความสร้างสรรค์และนวัฒกรรม และส่งเสริมการเกิดและการเติบโตของวิสาหกิจรายย่อย ขนาดเล็ก และขนาดกลาง ซึ่งรวมถึงผ่านทางการเข้าถึงบริการทางการเงิน
เป้าหมายที่ 12 สร้างหลักประกันให้มีแบบแผนการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน
12.5 ลดการเกิดของเสียโดยให้มีการป้องกัน การลดปริมาณ การใช้ซ้ำ และการนำกลับมาใช้ใหม่ ภายในปี 2573
12.8 สร้างหลักประกันว่าประชาชนในทุกแห่งมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องและความตระหนักถึงการพัฒนาที่ยั่งยืนและวิถีชีวิตที่สอดคล้องกับธรรมชาติ ภายในปี 2573
เป้าหมายที่ 13 ปฎิบัติการอย่างเร่งด่วยเพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบที่เกิดขึ้น
13.3 พัฒนาการศึกษา การสร้างความตระหนักรู้ และขีดความสามารถของมนุษย์และของสถาบันในเรื่องการลดปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การปรับตัว การลดผลกระทบ การเตือนภัยล่วงหน้า
อ้างอิง
- Socio-demographic drivers of household food waste management practices in Thailand
- สถิติสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย
- Global Recycling Day: A Call to Action for Sustainable Practices
- Closing the loop or widening the gap? The unequal politics of Thailand’s circular economy in addressing marine plastic pollution
- Extended Producer Responsibility (EPR) for Plastics and Packaging
ผู้เขียน
เอกวิทย์ เตระดิษฐ์
ทำงานอิสระที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ การเขียน เรื่องสิ่งแวดล้อมและดนตรีนอกกระแส – เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตใช้ไปกับการนั่งมองความเคลื่อนไหวของใบไม้และสายลม

