• Tue. Mar 10th, 2026

ปั้นเมืองคาร์บอนต่ำ ดันคาร์บอนเครดิต สร้างรายได้ใหม่ มุ่ง Net Zero 2065

ปั้นเมืองคาร์บอนต่ำ-ดันคาร์บอนเครดิต-สร้างรายได้ใหม่-มุ่ง-net-zero-2065ปั้นเมืองคาร์บอนต่ำ ดันคาร์บอนเครดิต สร้างรายได้ใหม่ มุ่ง Net Zero 2065

เมื่อโลกร้อนไม่ใช่แค่วิกฤตสิ่งแวดล้อม แต่กลายเป็นวาระทางเศรษฐกิจที่ทุกประเทศต้องเร่งตอบสนอง “ตลาดคาร์บอน” จึงถือกำเนิดขึ้นในฐานะเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่เชื่อมโยงสองโลกนี้เข้าหากันอย่างแยกไม่ออก

หัวใจของกลไกนี้คือหลักการ “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” (Polluter Pays Principle) ผ่านการกำหนดราคาคาร์บอน (Carbon Pricing) ซึ่งทำให้ต้นทุนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกถูกสะท้อนออกมาเป็นตัวเลขทางธุรกิจที่จับต้องได้ ไม่ใช่ภาระที่สังคมแบกรับแต่เพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป
 

สองกลไก สองแรงขับเคลื่อน

ตลาดคาร์บอนดำเนินการผ่านสองระบบหลักที่ทำงานเสริมกัน ระบบแรกคือ Cap-and-Trade หรือระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งภาครัฐจะกำหนดเพดานการปล่อยก๊าซสูงสุดสำหรับภาคธุรกิจ 

หากบริษัทใดปล่อยเกินโควตาที่ได้รับ ก็ต้องซื้อสิทธิเพิ่มจากผู้ที่ปล่อยได้น้อยกว่า กลายเป็นตลาดที่มีผู้ซื้อและผู้ขายที่ชัดเจน

ระบบที่สองคือ Carbon Credit ที่เปิดโอกาสให้โครงการซึ่งช่วยลดหรือดูดซับก๊าซเรือนกระจกได้จริง ไม่ว่าจะเป็นป่าไม้ พลังงานหมุนเวียน หรือการปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงาน 

สามารถแปลงผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมออกมาเป็น “เครดิต” ที่มีมูลค่าทางการค้า ทั้งสองระบบนี้ทำงานร่วมกันในการสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนลงทุนในนวัตกรรมและเทคโนโลยีสะอาด เพราะการลงทุนดังกล่าวไม่เพียงลดต้นทุนจากการปล่อยมลพิษ แต่ยังสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจในระยะยาวได้อีกด้วย

ปั้นเมืองคาร์บอนต่ำ ดันคาร์บอนเครดิต สร้างรายได้ใหม่ มุ่ง Net Zero 2065

กทม. จับมือรัฐบาล ผลักดันโครงการ Low Carbon City

ความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 เมื่อนายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นั่งโต๊ะหารือร่วมกับนายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง 

เพื่อเร่งขับเคลื่อนโครงการ “เมืองคาร์บอนต่ำและการพัฒนาตลาดคาร์บอน” (Low Carbon City: LCC) ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบไปแล้วตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 ปั้นเมืองคาร์บอนต่ำ ดันคาร์บอนเครดิต สร้างรายได้ใหม่ มุ่ง Net Zero 2065

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมเดินหน้าโครงการนี้อย่างเต็มกำลัง โดยได้บูรณาการความร่วมมือกับธนาคารโลก (World Bank) ที่สนับสนุนวงเงินกู้ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 6,554 ล้านบาท ผ่าน EXIM Bank เพื่อนำมาเป็นสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับโครงการลดก๊าซเรือนกระจกในพื้นที่นำร่องอย่าง กทม. และนิคมอุตสาหกรรม

“โครงการ Low Carbon City ถือเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของการลงทุนสีเขียวที่สะท้อนเจตนารมณ์ของรัฐบาลอย่างชัดเจน ในการดึงเม็ดเงินลงทุนและเทคโนโลยีล้ำสมัยให้ตกลงสู่ฐานรากของประเทศ” นายเอกนิติกล่าว

จาก “สระบุรีโมเดล” สู่รายได้จริงของประชาชน

หนึ่งในต้นแบบที่รัฐบาลนำมาอ้างอิงความสำเร็จคือ “สระบุรีโมเดล” โครงการที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนในพื้นที่สามารถเกิดขึ้นได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม 

ทั้งนี้รองนายกฯเอกนิติชื่นชมว่าโครงการนี้ไม่เพียงยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อม แต่ยังสามารถสร้าง “คาร์บอนเครดิตคุณภาพสูง” ที่แปลงมูลค่ากลับเป็นรายได้จริงในกระเป๋าของประชาชนในท้องถิ่นได้

ภาพมุมสูงของจังหวัดสระบุรี ที่เป็น 1 ในเมืองต้นแบบการสร้างเมืองคาร์บอนต่ำ

กิจกรรมที่จะขยายผลในพื้นที่ กทม. ครอบคลุมตั้งแต่การติดตั้ง Solar Cell การปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงานในอาคาร ไปจนถึงการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ควบคู่กับการพัฒนาตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตให้ได้มาตรฐานสากล 

มีธนาคารกรุงไทยเป็นผู้รับผิดชอบหลัก พร้อมผลักดันให้สามารถซื้อขายผ่านตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในสายตานักลงทุนสถาบัน

ปลายทางของความพยายามทั้งหมดนี้ ประเทศไทยวางเป้าหมายที่จะนำเสนอความสำเร็จในเวที IMF-WBG Annual Meetings 2026 ในฐานะประเทศกลุ่มรายได้ปานกลางรายแรกของโลกที่มีตลาดคาร์บอนเครดิตในประเทศที่ได้มาตรฐาน 

ซึ่งจะเป็นหมุดหมายสำคัญที่พิสูจน์ว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมสามารถเดินไปด้วยกันได้ ภายใต้เป้าหมาย Net Zero ที่ไทยประกาศไว้ภายในปี 2608 ปั้นเมืองคาร์บอนต่ำ ดันคาร์บอนเครดิต สร้างรายได้ใหม่ มุ่ง Net Zero 2065

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/739130&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BPobXP9zUUa1Cbsa5WofV