เมื่อการขนส่งทางเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซต้องหยุดชะงัก เนื่องจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้นจนไม่มีเรือลำใดกล้าแล่นผ่านบริเวณนั้นเพราะกลัวโดนลูกหลง ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น กระทบต่อประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของโลกบางประเทศ รวมถึงจีน อินเดีย และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่ที่ผ่านเส้นทางน้ำนี้ ตอกย้ำถึงบทบาทสำคัญของเส้นทางน้ำแคบๆ นี้ในการจัดหาพลังงานทั่วโลก
ไม่เพียงเท่านี้ แต่ยังส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานที่กว้างกว่าน้ำมัน ตั้งแต่ยาจากอินเดีย เซมิคอนดักเตอร์จากเอเชีย และปุ๋ยจากตะวันออกกลาง เนื่องจากเรือสินค้าติดค้างอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย หรือบางลำต้องอ้อมเส้นทางไกลมากตรงบริเวณปลายสุดทางใต้ของแอฟริกา มิหนำซ้ำเครื่องบินลำเลียงสินค้าทางอากาศที่ออกจากตะวันออกกลางก็ถูกระงับการบินอีก
ยิ่งสงครามยืดเยื้อนานเท่าใด ก็ยิ่งมีโอกาสที่จะเกิดการขาดแคลนและราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้นในหลากหลายรายการมากขึ้นเท่านั้น ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของกาตาร์เตือนว่า “หากสงครามยังคงดำเนินต่อไปอีกไม่กี่สัปดาห์ การเติบโตของ GDP ทั่วโลกจะได้รับผลกระทบ และจะทำให้เศรษฐกิจโลกตกต่ำ”
แล้วทำไม ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ ถึงมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกมากขนาดนั้นล่ะ?

ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) เป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือที่สำคัญที่สุดของโลก และเป็นจุดขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุด เชื่อมอ่าวเปอร์เซียกับทะเลอาหรับ มีพรมแดนทางเหนือติดกับอิหร่าน และทางใต้ติดกับโอมานและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) สำหรับบริเวณปากทางเข้าและออกกว้างเพียงประมาณ 50 กิโลเมตร (31 ไมล์) ส่วนบริเวณตรงกลางช่องแคบ ซึ่งเป็นจุดที่แคบที่สุดกว้างประมาณ 33 กิโลเมตร
ช่องแคบนี้มีความลึกเพียงพอสำหรับเรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นเส้นทางที่ผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซรายใหญ่ในตะวันออกกลางใช้สัญจร รวมถึงลูกค้าของพวกเขาด้วย
อย่างไรก็ดี เส้นทางเดินเรือที่ขนาบข้างด้วยแผ่นดินนี้ตั้งอยู่ในน่านน้ำอาณาเขตของอิหร่าน แต่ถือเป็นเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศและโดยปกติเปิดให้เรือทุกประเภทผ่านได้ ประกอบด้วยช่องเดินเรือ 2 ช่องที่อนุญาตให้เรือแล่นสวนทางกันได้ โดยแต่ละช่องกว้าง 3.2 กิโลเมตร และมีเลนกลางกว้าง 3.2 กิโลเมตรคั่นกลางระหว่าง 2 ช่องนั้น
เรือสินค้าอะไรบ้าง…ที่ผ่านช่องแคบนี้

ในอดีต ช่องแคบฮอร์มุซเคยเป็นเส้นทางการค้าสำคัญ เช่น เครื่องปั้นดินเผา งาช้าง ผ้าไหม ผ้าทอจากจีนผ่านภูมิภาคนี้ แต่ในยุคปัจจุบันได้กลายเป็นเส้นทางสำคัญสำหรับเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่
ในปี 2025 คาดว่าจะมีน้ำมันประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งคิดเป็นมูลค่าการค้าพลังงานเกือบ 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 18 ล้านล้านบาท) ต่อปี และคิดเป็น 1 ใน 5 ของการใช้น้ำมันโลกทั้งหมด และมากถึง 1 ใน 3 ของปริมาณก๊าซธรรมชาติเหลวทั่วโลก
น้ำมันเหล่านั้นไม่ได้มาจากอิหร่านเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากรัฐอื่นๆ ในอ่าวเปอร์เซีย เช่น อิรัก คูเวต กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
ตามข้อมูลของ ‘Lloyd’s List’ แหล่งข่าวสารเกี่ยวกับการเดินเรือระบุว่า “มีเรือขนส่งสินค้าประมาณ 3,000 ลำที่ผ่านช่องแคบนี้ทุกเดือน รวมถึงเรือบรรทุกน้ำมัน เรือบรรทุกก๊าซธรรมชาติเหลว และเรือบรรทุกสินค้า”
แม้ว่าจะมีท่อส่งน้ำมันในซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่สามารถขนส่งน้ำมันได้ แต่ทางเลือกอื่นๆ สำหรับการขนส่งออกจากภูมิภาคนี้มีจำกัด
เมื่อเดือนที่แล้ว อิหร่านได้ปิดเส้นทางเดินเรือในตะวันออกกลางเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เนื่องจากกองทัพอิหร่านเข้าร่วมการฝึกซ้อมทางทหารด้วยกระสุนจริง ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นประมาณ 6% ในวันต่อมา
จะเกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจโลกหากสงครามยังยืดเยื้อ…

นักวิเคราะห์เตือนว่ายิ่งมีภัยคุกคามต่อเรือที่แล่นผ่านช่องแคบนี้นานเท่าใด ราคาน้ำมันและการขนส่งน้ำมันก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น
“ในทางปฏิบัติแล้ว ช่องแคบนี้ถูกปิดสนิท เพราะไม่มีใครกล้าผ่านไป คุณอาจถูกโจมตี และไม่สามารถหาประกันภัยได้ หรือถ้าหาได้ก็แพงมาก ดังนั้นคุณต้องรอจนกว่าสถานการณ์ด้านความปลอดภัยจะดีขึ้น…หากน้ำมันและก๊าซที่มาจากช่องแคบถูกตัดขาด จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อตลาด แม้ว่าจะไม่มีการปิดกั้นทางกายภาพ แต่ภัยคุกคามจากอิหร่าน รวมถึงการโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธ ทำให้เรือบรรทุกน้ำมันไม่กล้าผ่านช่องแคบนี้”
— อาร์เน โลห์มันน์ ราสมุสเซน หัวหน้านักวิเคราะห์ของ ‘Global Risk Management’ ผู้ให้บริการข้อมูลเชิงลึกด้านตลาดพลังงาน บอกกับสำนักข่าว CBS News
หากความขัดแย้งในช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อออกไป สินค้าอุปโภคบริโภคหลัก เช่น ข้าวสาลี ข้าวโพด ขนมปัง พาสต้า และมันฝรั่ง ก็อาจมีราคาสูงขึ้น ขณะเดียวกัน สินค้าที่เน่าเสียง่าย เช่น ผลิตภัณฑ์นมและอาหารทะเลก็อาจได้รับผลกระทบเช่นกัน
แต่ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า “ยังไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนก…ผลกระทบในระยะสั้นจะมีเพียงเล็กน้อย และปัจจัยที่สำคัญกว่าก็คือ ‘ราคาน้ำมัน’…ราคาน้ำมันโดยทั่วไปที่สูงขึ้น อาจทำให้ต้นทุนค้าปลีกสูงขึ้น เนื่องจากต้นทุนการขนส่งและการแปรรูปหลังการผลิตเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิดภาวะเงินเฟ้อด้านราคาอาหารในระยะยาว” โจเซฟ เกลาเบอร์ นักวิจัยกิตติคุณประจำสำนักงานผู้อำนวยการใหญ่ของ ‘IFPRI’ คาดการณ์
ดูเหมือนว่าเอเชียจะกระทบหนักด้วย!…
จากข้อมูลประมาณการของสำนักงานข้อมูลพลังงานแห่งสหรัฐฯ (EIA) ในปี 2022 ระบุว่า “ประมาณ 82% ของน้ำมันดิบและคอนเดนเซต (ไฮโดรคาร์บอนเหลวความหนาแน่นต่ำที่มักพบร่วมกับก๊าซธรรมชาติ) ที่ออกจากช่องแคบฮอร์มุซนั้นมุ่งหน้าไปยังประเทศในเอเชีย”
ทั้งนี้มีการประมาณการว่า “จีนเพียงประเทศเดียวซื้อน้ำมันที่อิหร่านส่งออกไปยังตลาดโลกประมาณ 90% เนื่องจากจีนใช้น้ำมันนั้นมากลั่นเป็นน้ำมัน พลาสติก เคมีภัณฑ์ แล้วเอาไปผลิตสินค้าอุปโภค เช่น เสื้อผ้า ของเล่น อิเล็กทรอนิกส์ ส่งออกไปทั่วโลก” ถ้าต้นทุนการผลิตสูง ราคาสินค้าจีนก็จะแพงขึ้นด้วย ผู้บริโภคอย่างเราก็จะจ่ายแพงกว่าเดิม
(Photo by 2026 PLANET LABS PBC / AFP)
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/why-is-strait-of-hormuz-so-important-for-global-economy&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3IIJwHIRzVT3KJCbd5RB3x

