• Fri. Apr 24th, 2026

คอลัมน์การเมือง – IMFเตือนเศรษฐกิจโลกถดถอย

คอลัมน์การเมือง-–-imfเตือนเศรษฐกิจโลกถดถอยคอลัมน์การเมือง – IMFเตือนเศรษฐกิจโลกถดถอย

บทบรรณาธิการหนังสือพิมพ์แนวหน้าหลายฉบับที่ผ่านมาได้หยิบยกคำเตือนคำแนะนำจากนักวิชาการของไทยหลายๆท่าน เกี่ยวกับภาวะน้ำมันแพงเพราะเหตุการณ์ในตะวันออกกลางได้ปะทุดุเดือด นักวิชาการบางท่านคาดว่าราคาข้าวราดแกงอาจพุ่งถึงจานละ 120 บาท

ล่าสุด กองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ ไอเอ็มเอฟ (International Monetary Fund -IMF) ออกมาเตือนว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเสี่ยงจะตกไปอยู่ในภาวะถดถอย(recession) หากสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล กับอิหร่าน ยังคงดำเนินต่อไปเช่นเดียวกับราคาพลังงานที่คงตัวในระดับสูง

ในรายงานวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจโลก(World Economic Outlook) ไอเอ็มเอฟระบุว่า ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด ซึ่งราคาน้ำมัน ก๊าซ และอาหารพุ่งสูงขึ้น และยังคงอยู่ในระดับสูงตลอดทั้งปีนี้และปีหน้า เศรษฐกิจโลกอาจหดตัวลงต่ำกว่า 2% ในปี 2026 นี่จะหมายถึงสถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลกเกือบเข้าสู่ภาวะถดถอย ซึ่งเกิดขึ้นเพียงสี่ครั้งนับตั้งแต่ปี 1980 เป็นต้นมา ครั้งล่าสุดเกิดภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย เกิดขึ้นในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19

ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นนับตั้งแต่ที่สงครามเปิดฉากเมื่อกว่า 6 สัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากที่ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญถูกปิดลงในทางปฏิบัติ และการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านก็เพิ่งล่มไป

ไอเอ็มเอฟระบุว่า “เป็นอีกครั้งที่เศรษฐกิจโลกตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะหลุดออกนอกเส้นทาง ครั้งนี้จากการปะทุขึ้นของสงครามในตะวันออกกลางซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อปลายเดือน ก.พ. 2026”

รายงานชี้ว่า ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง ราคาน้ำมันอาจพุ่งไปแตะค่าเฉลี่ย 110 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ในปีนี้ และตัวเลขอาจสูงถึง 125 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ในปี 2027 จากสมมุติฐานข้างต้น ไอเอ็มเอฟกล่าวว่าอัตราเงินเฟ้ออาจสูงถึง 6% ในปีนี้ สถานการณ์นี้อาจบีบให้ธนาคารกลางทั่วโลกต้องเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อชะลอให้ราคาสินค้าต่างๆ ลดลงมา

ปิแอร์-โอลิวิเยร์ กูรินชา หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์แห่งไอเอ็มเอฟ บอกกับบีบีซีว่า ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อนานออกไปจะนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งไม่หยุด นั่นจะส่งผลให้ตัวเลขอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้น และส่งผลต่อไปยังความมั่นคงทางอาหารในบางประเทศ

ขณะที่รัฐบาลต่างๆ กำลังพิจารณาปล่อยมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากไอเอ็มเอฟเตือนว่า มาตรการต่างๆ ต้องเน้นระยะสั้นและตรงจุดเท่านั้น

“รัฐบาลต่างๆ ควรระมัดระวังอย่างยิ่งเพราะตอนนี้แทบไม่มีพื้นที่ทางการคลังเหลือให้ไปช่วยอุดหนุนครัวเรือนมากนัก มันจะกลายเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทางการคลัง และมาตรการนั้นจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ”

เข้าใจว่าบรรดากุนซือรัฐบาลนายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล คงอ่านบทความนี้และวิเคราะห์กันปรุโปร่งเกี่ยวกับการหาทางรับมือแก้ไขปัญหา อย่าลืมว่า ไอเอ็มเอฟ มีหน้าที่ปล่อยเงินกู้ให้กับประเทศต่างๆ ที่ประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจ หรือด้อยพัฒนา ซึ่งท่าทีของไอเอ็มเอฟหนนี้หลายคนมองว่าคงเคาะหาลูกค้าที่พอจะเข้าใจได้ สำหรับประเทศไทยสถานการณ์ปัจจุบันยังไม่ถึงขั้นต้องไปเข้าโปรแกรมไอเอ็มเอฟ เหมือนรัฐบาลก่อนหน้าโน้น

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/columnist/66143&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jmdXmsCkiz4LdDOo8eY7f