• Sat. Mar 7th, 2026

สารสันติภาพของอิหร่านในไทย: เน้นย้ำการกระชับมิตรภาพและการท่องเที่ยวระหว่างสองชาติ พร้อมเชิญชวนชาวไทยเดินทางไปเยือนเมืองประวัติศาสตร์ของอิหร่าน

เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2026 สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ณ กรุงเทพมหานคร ได้จัดงานแถลงข่าวพิเศษโดยมีผู้สื่อข่าว สื่อโทรทัศน์ วิทยุ และสื่อสิ่งพิมพ์ของไทยเข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง โดยงานดังกล่าวจัดขึ้นเนื่องในโอกาสการเดินทางถึงประเทศไทยของนางออเรซู เอสกันดารี นักปั่นจักรยานหญิงชาวอิหร่านและทูตการท่องเที่ยวนานาชาติ ซึ่งกำลังปฏิบัติภารกิจด้านวัฒนธรรมและมนุษยธรรมในการปั่นจักรยานระยะทางกว่า 18,000 กิโลเมตรทั่วทวีปเอเชีย จุดประสงค์ของการจัดงานครั้งนี้เพื่อแนะนำมิติทางวัฒนธรรม มนุษยธรรม และสันติภาพของการเดินทางครั้งนี้ รวมถึงใช้ศักยภาพของสื่อมวลชนในการสะท้อนสารแห่งมิตรภาพและการปฏิสัมพันธ์ระหว่างประชาชาติ
นางเอสกันดารีได้เดินทางเข้าสู่ประเทศไทยผ่านจังหวัดอุดรธานี หลังจากผ่านประเทศจีน เวียดนาม และลาว โดยภายหลังจากพำนักในกรุงเทพฯ แล้ว เธอมีแผนจะเดินทางต่อไปยังภาคใต้ของประเทศไทย จากนั้นมุ่งหน้าสู่มาเลเซีย อินโดนีเซีย อินเดีย และประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย
ในงานดังกล่าว นายมะห์ดี ซาเรอ์ ทูตวัฒนธรรมสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านประจำประเทศไทย ได้กล่าวถึงความสำคัญของกิจกรรมนี้ในบริบทความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของสองประเทศ โดยชี้ให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านและไทยมีประวัติยาวนานกว่า 420 ปี และถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ที่ประสบความสำเร็จในภูมิภาค ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกัน การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ความสัมพันธ์ระดับประชาชน และความไว้วางใจ
เขาเน้นย้ำว่าความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับไทยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมิติทางการเมืองและเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการเท่านั้น แต่ยังมีรากฐานลึกซึ้งในประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม การค้า การอพยพ และความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน พร้อมทั้งกล่าวถึงการปรากฏตัวของชาวอิหร่านในราชสำนักสยามในอดีต บทบาทของพ่อค้าอิหร่านในการส่งเสริมการค้าทางทะเล ตลอดจนมรดกทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในประเทศไทย ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและความเคารพซึ่งกันและกันระหว่างสองประชาชาติ
ซาเรอ์กล่าวเพิ่มเติมว่า การเดินทางของนางเอสกันดารีเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพระหว่างประชาชน และเป็นตัวอย่างของการทูตภาคประชาชนที่ถ่ายทอดสารแห่งสันติภาพ การอยู่ร่วมกัน และความเข้าใจซึ่งกันและกันผ่านการพบปะผู้คนโดยตรง การที่ประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในเส้นทางหลักของการเดินทางครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของประเทศไทยในมุมมองด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของอิหร่าน อีกทั้งภาพนักปั่นจักรยานหญิงชาวอิหร่านที่ติดธงชาติอิหร่านและไทยบนจักรยาน ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวังร่วมกันในเรื่องสันติภาพ ความเสมอภาค ความร่วมมือ และอนาคตที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของมิตรภาพ
เขายังกล่าวถึงคุณค่าทางวัฒนธรรมร่วมกันของทั้งสองชาติ อาทิ ค่านิยมครอบครัว การเคารพประเพณี ความใฝ่ในจิตวิญญาณ และความมีน้ำใจต้อนรับแขก ซึ่งถือเป็นพื้นฐานสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระดับประชาชนและวัฒนธรรมให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
ในช่วงหนึ่งของการกล่าวสุนทรพจน์ เขาได้เชิญชวนประชาชนชาวไทยให้เดินทางไปเยือนอิหร่าน เช่นเดียวกับที่นางเอสกันดารีได้เลือกประเทศไทยเป็นเส้นทางแห่งการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม โดยชี้ให้เห็นว่าอิหร่านมีเมืองสำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม อาทิ อิสฟาฮาน ชีรอซ ยาซด์ มัชฮัด และเตหะราน ซึ่งล้วนมีศักยภาพสูงด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และจิตวิญญาณ นักท่องเที่ยวไทยจะได้สัมผัสทั้งประวัติศาสตร์อันยาวนาน สถาปัตยกรรมที่งดงาม ธรรมชาติที่หลากหลาย และการต้อนรับอย่างอบอุ่นของชาวอิหร่าน เขาย้ำว่าการพัฒนาการท่องเที่ยวระหว่างกันเป็นหนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการสร้างความเข้าใจที่แท้จริงและมิตรภาพที่ยั่งยืนระหว่างประเทศ
นอกจากนี้ เขายังกล่าวว่า โลกในปัจจุบันต้องการสารแห่งมนุษยธรรมและสันติภาพมากกว่าที่เคย และการเคลื่อนไหวลักษณะนี้สามารถเป็นแรงบันดาลใจให้เยาวชนในภูมิภาคส่งเสริมการสนทนา มิตรภาพ และการปฏิสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมต่าง ๆ ในตอนท้าย เขาได้ขอบคุณสื่อมวลชนไทยที่เข้าร่วมงานและเผยแพร่สารแห่งสันติภาพและมิตรภาพ พร้อมแสดงความหวังว่ากิจกรรมเช่นนี้จะช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่แท้จริง ด้านมนุษยธรรม และด้านวัฒนธรรมของอิหร่านในสายตาสาธารณชนของภูมิภาค

ในช่วงต่อมา นางออเรซู เอสกันดารี ได้กล่าวขอบคุณต่อการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากประชาชนและเจ้าหน้าที่ของไทย พร้อมแบ่งปันประสบการณ์จากการเดินทางของเธอ เธอเป็นชาวเมืองอิสฟาฮาน มีพื้นฐานการศึกษาด้านจิตวิทยาและมานุษยวิทยา และมีประสบการณ์ปั่นจักรยานมากกว่าแปดปี ตลอดการเดินทางเธอได้ปั่นจักรยานเป็นระยะทางหลายพันกิโลเมตร พร้อมบรรทุกอุปกรณ์หนักกว่า 60 กิโลกรัม แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายด้านภูมิประเทศและสภาพภูมิอากาศ แต่เธอกล่าวว่าสิ่งที่มีค่าที่สุดจากการเดินทางครั้งนี้คือการได้รู้จักวัฒนธรรมที่หลากหลาย การสร้างมิตรภาพระหว่างประเทศ และการได้รับพลังบวกจากผู้คนในแต่ละประเทศ
เธอกล่าวเพิ่มเติมว่าความมีน้ำใจและการต้อนรับอย่างจริงใจของประชาชนชาวไทยเป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่น่าประทับใจที่สุดของเส้นทางครั้งนี้ และย้ำว่าเป้าหมายหลักของเธอคือการส่งเสริมวิถีชีวิตที่เรียบง่าย การสื่อสารระหว่างผู้คน และการมองโลกด้วยความหวังในอนาคต