• Tue. Mar 10th, 2026

เส้นทาง ‘คดีพิเศษ’เหตุช็อกโลก  ย้อนกลิ่นตุ-เปิดแผลสร้างตึกสตง. | เดลินิวส์

เส้นทาง-‘คดีพิเศษ’เหตุช็อกโลก -ย้อนกลิ่นตุ-เปิดแผลสร้างตึกสตง.-|-เดลินิวส์เส้นทาง ‘คดีพิเศษ’เหตุช็อกโลก  ย้อนกลิ่นตุ-เปิดแผลสร้างตึกสตง. | เดลินิวส์

แต่เพื่อไม่ให้เหตุการณ์ถูกลืมเลือน  เพราะสังคมควรได้รับคำตอบถึงผู้รับผิดชอบ “ทีมข่าวอาชญากรรม” มีโอกาสสอบถามหนึ่งหน่วยงานที่เข้ามามีบทบาทมากถึง 3 คดี อย่าง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อทบทวนการทำงานที่ไม่ง่าย  ตั้งแต่อุปสรรคสภาพพื้นที่ในการเข้าเก็บหลักฐาน  ท่ามกลางงานกู้ชีพ กู้ภัย  กระทั่งวันนี้คดีทั้งหมดถูกส่งต่อไปยังหน่วยงานเกี่ยวข้อง เพื่อรอบทสรุป…

พ.ต.ต.วรณัน  ศรีล้ำ  ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ในฐานะโฆษกดีเอสไอ  ยอมรับเหตุการณ์ครั้งนั้นช็อกทั้งความรู้สึกคนไทย และวงการก่อสร้าง  สิ่งแรกที่ให้ความสำคัญคือ งานบรรเทาสาธารณภัยเพื่อช่วยชีวิต แต่จุดเริ่มต้นที่เข้าไปสืบสวนเกิดขึ้นเมื่ออธิบดีดีเอสไอ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ  เห็นว่าโครงการมีการจัดตั้งบริษัทลักษณะเป็น “กิจการร่วมค้า” โดยมีนิติบุคคล 2 แห่ง (กิจการร่วมค้า ITD-CREC ประกอบด้วย บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จํากัด (มหาชน) และบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จํากัด)  1 ในนั้นมีชื่อเกี่ยวข้องกับโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งสงสัยว่าเป็นนิติบุคคลต่างด้าวหรือไม่ 

โดยเฉพาะชื่อที่ดูแล้วเข้าใจว่าเป็น “นิติบุคคลไทย” เพราะมีสัดส่วนถือหุ้นตามจริงคือ คนไทย 51%  ต่างด้าว 49%  แต่เมื่อสอบสวนเชิงลึกกลับพบคนไทยที่ถือหุ้นไม่ได้มีศักยภาพหรือเงินลงทุนขนาดใหญ่ ทั้งยังพบเส้นทางเงินจากต่างประเทศเชื่อมโยงเข้ามา เพื่อประกอบกิจการ

ในส่วนชื่อคนไทยที่ถือหุ้นก้อนนั้น ยังพบไปมีชื่อเป็นกรรมการถือหุ้นในบริษัทอื่นหลายแห่ง ซึ่งล้วนเป็นบริษัทที่ทำร่วมกับต่างชาติ เป็นที่มาของการดำเนินคดีความผิดตามพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 หรือ นอมินี คดีพิเศษที่ 32/2568 และมีมติสั่งฟ้องผู้ต้องหา 6 ราย ได้แก่  นิติบุคคล (บริษัท ไชน่า เรลเวย์ฯ) กับ 5 บุคคลธรรมดาที่เป็นกรรมการบริษัทฯ และผู้ถือหุ้น (นายโสภณ มีชัย /นายประจวบ ศิริเขตร /นายมานัส ศรีอนันท์ /นายชวนหลิง จาง ชาวจีน /นายบินลิง วู ชาวจีน)  ปัจจุบันอัยการยื่นฟ้องศาลไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม  ต่อมามีการตรวจสอบเพิ่มเติมเรื่องฮั้วประมูลไปด้วย และแยกรับเป็น คดีพิเศษที่ 58/2568 เป็นการเจาะลึกไปที่ตัวโครงการที่มีสัญญา 3 ฉบับเกี่ยวข้อง คือ สัญญาการออกแบบ สัญญาการก่อสร้าง และสัญญาการควบคุมงาน  คดีดังกล่าวพบเชื่อมโยงกับคดีนอมินีที่ทำอยู่ก่อนแล้ว

โดยนิติบุคคลต่างด้าว ตามกฎหมายไทยห้ามไม่ให้ “ประกอบธุรกิจการก่อสร้าง” เว้นแต่ได้รับอนุญาต หากรู้ว่าตนเป็นนิติบุคคลต่างด้าวแล้วไปเป็น “กิจการร่วมค้า” กับนิติบุคคลไทย เพื่อประมูลโครงการของรัฐให้ได้ไปซึ่งสัญญา จึงมองว่าเป็นการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ลักษณะเข้าข่ายฮั้วประมูล ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542

ในการสอบสวนยังพบ “ความผิดปกติ” ของสัญญาควบคุมงานที่วิศวกรหลายคนออกมาปฏิเสธไม่ได้ลงลายมือชื่อในเอกสารควบคุมงาน หรือเอกสารเสนอราคาใด ๆ ทำให้ข้อเท็จจริงชัดเจนว่าเป็นการใช้เอกสารไม่ถูกต้องและไม่เป็นเอกสารตามขั้นตอนการยื่นเสนอราคา ต่อมามีการแจ้งว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง จึงต้องส่งให้ ป.ป.ช.ไต่สวน       

พ.ต.ต.วรณัน เผยอีกคดีที่สอบสวนเป็น คดีพิเศษที่ 38/2568  หลังกรมสรรพากรกล่าวโทษต่อบริษัทเอกชน (บริษัท ซิน เคอหยวน สตีล จำกัด) กรณีขายวัสดุในการก่อสร้างอาคารสตง.มีการใช้ใบกำกับภาษีปลอมตั้งแต่ ก.ค.58-มี.ค.60 มูลค่ากว่า 200 ล้านบาท อันเป็นความผิดอาญาตามประมวลรัษฎากร ดีเอสไอสรุปสำนวนส่งอัยการแล้ว

สำหรับอุปสรรคการทำงานด้วยมิติการสอบสวนที่เป็นเรื่องเฉพาะจึงต้องขอความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญมาเป็นที่ปรึกษาคดีทั้งด้านบัญชีและวิศวกรรม  ทำให้การสอบสวนค่อนข้างตรงประเด็นและพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้ การสอบปากคำพยานบางส่วนไม่กล้าให้ข้อมูล จนต้องอธิบายว่า “ข้อมูลพยานเป็นเหมือนการต่อภาพ ไม่ใช่นำไปสู่ความผิดของใครคนใดคนหนึ่ง”  เราต้องการข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง เพื่อไม่ให้การดำเนินการทางคดีเกิดความผิดพลาด

และด้วยเงื่อนไขสถานการณ์ขณะนั้น เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ว่าแต่ละหน่วยมีภารกิจหลักต้องรีบดำเนินการ ทำให้มีการพูดคุย ลำดับตารางการทำงาน ให้งานบรรเทาสาธารณภัยในช่วงเวลาหลักของทุกวัน  ส่วนช่วงว่างจากนั้นหน่วยอื่นเข้าไปตรวจเก็บหลักฐานได้

พร้อมรำลึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ขอให้เป็นครั้งเดียวในประเทศไทย เพราะความเสียหายระดับนี้ย่อมกระทบต่อโครงสร้างหลายเรื่อง ทั้งความเชื่อมั่นและการก่อสร้าง  และด้วยบทบาทดีเอสไอที่ทำหน้าที่ตรวจสอบและทำคดี หวังให้การสอบสวนนำไปสู่การลงโทษผู้กระทำความผิดตามสิ่งที่ได้กระทำและตามข้อเท็จจริง  แต่ในมุมส่วนตัวมองว่าไม่มีอะไรดีกว่าการป้องกัน

“คาดหวังการถอดบทเรียนนี้นำไปสู่มาตรการป้องกัน  การควบคุมงานสร้างอาคารสูงที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะแม้เราจะดำเนินคดีได้ดีแค่ไหน  ก็ไม่สามารถเอาชีวิตและทรัพย์สินผู้สูญเสียไปแล้วกลับมา  จากการดำเนินคดีได้ การป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำขึ้นอีก คือหัวใจสำคัญ”.

ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5664496/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fUjXiPEUHldQUFMd2cxst