• Thu. Mar 12th, 2026

เตรียมอุดมกับระบบแพ้คัดออก

เตรียมอุดมกับระบบแพ้คัดออกเตรียมอุดมกับระบบแพ้คัดออก

ปรากฏการณ์นักเรียน ม.3 กว่า 1.38 หมื่นคน แห่กันไปสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ที่อิมแพค เมืองทองธานี เป็นภาพจำหนึ่งด้านการศึกษาของไทย ในเดือนมีนาคมของทุกปี

สำหรับปีนี้มีดราม่าเด็กโยนเงิน กระเป๋าตังค์ พระห้อยคอ ฯลฯ เพราะมีกฎห้ามนำเข้าห้องสอบ ผู้คนออกมาวิจารณ์กันหนักว่า ทำไมระบบการศึกษาของไทยจึงเป็นแบบนี้ ขณะที่ประเทศตะวันตกอาจจะมีโรงเรียนและมหาวิทยาลัยที่มีคุณภาพสูง ในจำนวนที่มากพอ ไม่ต้องไปออสอบกันอยู่ไม่กี่โรงเรียน

อันที่จริงแล้วการแห่สอบเข้าโรงเรียนดัง ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะไทย แต่มีมาเนิ่นนานแล้วในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกที่เร่งพัฒนาอุตสาหกรรม การสอบเข้ามหาวิทยาลัยโตเกียว มหาวิทยาลัยแห่งชาติฟิลิปปินส์ มหาวิทยาลัยโซล มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ ฯลฯ

ภาพข่าวนักเรียนรีบวิ่งเข้าห้องสอบ เมื่อใกล้เวลาประตูปิด ผู้ปกครองยืนรอหน้าทางเข้า สวดภาวนาให้กำลังใจลูกหลาน ก็มีให้เห็นกันอยู่บ่อยๆ

ทฤษฎีการพัฒนาอุตสาหกรรมแบบไล่กวด พยายามอธิบายระบบการศึกษากับ “สังคมแข่งขันประวัติการศึกษา (qualification-competitive societies)” ในเอเชียตะวันออกมานานแล้ว ต่อคำถามที่ว่า “ทำไมผู้คนจึงปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะเรียนสูงๆ”

สาขาเศรษฐศาสตร์ตั้งสมมติฐานว่า การเลือกเรียนต่อหรือเลือกทำงานเลยนั้น ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการเลือกที่สมเหตุสมผลของนักเรียน (และครอบครัว เพราะที่จริงแล้วผู้ปกครองเป็นผู้ลงทุนศึกษาของบุตรหลาน)

โดยเปรียบเทียบระหว่างค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา (ต้นทุน) = ผลตอบแทนที่ได้รับ (กำไร) ตามทฤษฎีทุนมนุษย์จะคำนวณรายได้ตลอดชีพที่คาดว่าจะได้รับ ในกรณีที่เรียนต่อและไม่ได้เรียนต่อ เชื่อว่านักเรียน (พ่อแม่ ครอบครัว) จะลงทุนด้านการศึกษาต่อไปเรื่อยๆ

จนกระทั่งคิดว่ารายได้ตลอดชีพของคนนั้นมีมูลค่าสูงสุด เมื่อหักลบกับรายได้หากทำงานในช่วงนั้น ซึ่งถือเป็นต้นทุนค่าเสียโอกาสที่สูญเสียไปจากการเลือกเรียนต่อ

ในทางตรงกันข้าม ทฤษฎีการส่งสัญญาณ (signaling) และสมมติฐานการคัดเลือก (screening hypothesis) ได้โต้แย้งว่าการลงทุนด้านการศึกษา และแรงปรารถนาที่จะเรียนต่อสูงๆ เป็นเพราะต้องการส่งสัญญาให้กับบริษัทหรือนายจ้าง เชื่อว่าประวัติการศึกษาเปรียบเสมือนข้อมูลที่สะท้อนคุณภาพของทุนมนุษย์

ระบบการศึกษาไม่ได้เป็นเครื่องมือหล่อหลอมอุปนิสัยคน หรือช่วยให้รายได้ตลอดชีพสูงสุดจริง แต่เป็นเครื่องคัดแยกทุนมนุษย์คุณภาพสูงที่ตลาดแรงงานต้องการเท่านั้น หรือ “โรงเรียนดี บริษัทดี” 

โรงเรียนดังจึงเป็นเครื่องมือคัดกรองคนหัวกะทิ ให้กับบริษัทและนายจ้างชั้นนำ ที่พร้อมจ่ายค่าจ้างสูงกว่า ให้กับพนักงานที่มีผลิตภาพสูงกว่า หรือให้กับสายอาชีพที่มั่งคั่งกว่า เช่น แพทย์ วิศวกร นักธุรกิจ ซึ่งเป็นที่ต้องการในประเทศไล่กวดทีหลัง (latecomers) 

สำหรับประเทศไล่กวดทีหลังที่เร่งรีบพัฒนา ไม่ได้ต้องการระบบการศึกษาที่คัดสรรชนชั้นนำ (elite) อย่างรวดเร็ว หรือการผลิตซ้ำอัตลักษณ์ชนชั้นนำที่สังกัดกลุ่มตนแบบอังกฤษ แต่เรียกร้องให้โรงเรียนถ่ายทอดความรู้และทักษะพื้นฐานที่จำเป็นให้แก่นักเรียน และผลิตแรงงานคุณภาพสูงออกมามากๆ 

ใบปริญญาบัตรเป็นเพียงมาตรวัดหนึ่งที่แม้ไม่สมบูรณ์ แต่ก็สะท้อนความสามารถที่แฝงอยู่ในตัวคนคนนั้น แต่เมื่อเข้าทำงานแล้วก็เป็นหน้าที่ของบริษัท/โรงงาน ที่ต้องฝึกฝนและให้สั่งสมประสบการณ์หน้างาน ไม่ใช่ในห้องเรียน ไม่ใช่หน้าที่ของโรงเรียน

การผสมผสานระหว่างระบบการศึกษาที่เน้นการคัดเลือก กับการฝึกอบรมภายในของแต่ละบริษัทนี้เอง สามารถปั้นแรงงานฝีมือที่จำเป็นต่อการพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ประเทศไล่กวดทีหลังมีมหาลัยเพิ่มขึ้น บัณฑิตจึงไม่ใช่ชนชั้นนำเพียงหยิบมือเดียวอย่างในอดีตอีกแล้ว การเปรียบเทียบระดับการศึกษาจึงเปลี่ยนจาก “ประวัติการศึกษาแนวตั้ง” หรือระดับชั้นที่สำเร็จการศึกษา (จบมหาลัยหรือต่ำกว่า) ไปเป็น “ประวัติการศึกษาแนวนอน” หรือ อันดับชื่อเสียงของมหาลัยที่จบ

นั่นคือ จบมหาลัยเหมือนกัน แต่จบจากมหาลัยชื่อดังหรือไม่ ดังนั้น ความคิดเรื่องโรงเรียนดังได้เข้ามาครอบงำ ตั้งแต่ระดับมหาวิทยาลัย ไปสู่โรงเรียนมัธยม และขยายวงไปสู่โรงเรียนประถม จนถึงระดับอนุบาลไปเสียแล้ว

นอกจากนี้ แนวคิด “ระบบแพ้คัดออก (tournament)” ยิ่งตอกย้ำความเชื่อที่ว่าประวัติการศึกษา หรือการจบจากสถาบันที่มีชื่อเสียง จะเอื้อต่อการเข้าทำงานในสายอาชีพที่ดีกว่า เข้าบริษัทชั้นนำกว่า รวมทั้งโอกาสเลื่อนขั้นในองค์กรได้เร็วกว่า ไม่ต่างจากการ “ขึ้นลิฟต์หรือติดจรวด” แทนที่จะไต่บันได

ผู้แพ้จะค่อยๆ ร่วงหล่นจากพีระมิดที่ค่อยๆ สูงเสียดขึ้นในทุกรอบของการแข่งขัน ที่สำคัญผู้ชนะคือผู้ที่ไม่เคยแพ้ และมักจะได้หมดทุกอย่าง Winners take all! ไม่ว่าจะงานที่ดีกว่า รายได้สูงกว่า ชื่อเสียงและการยอมรับจากคนในสังคม รวมถึงโอกาสผลิตซ้ำลูกหลานตัวเองให้ได้รับการศึกษาที่ดีกว่าอีกด้วย

ระบบนี้มีข้อดีตรงที่เกิดการลงทุนด้านการศึกษาในระดับครอบครัวอย่างจริงจัง โรงเรียนกวดวิชาผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด นักเรียนจำนวนมากแม้สอบเข้าโรงเรียนดังไม่ได้ แต่ก็ยังเป็นคนเรียนเก่งด้วยเช่นกัน ระบบได้ผลิตคนเรียนเก่งในปริมาณมากป้อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน

ขณะที่ด้านมืดของระบบนี้ก็คือ ความเครียดและความกดดันของนักเรียน บางครั้งนำไปสู่อัตราการฆ่าตัวตายที่สูงขึ้น ความเหนื่อยล้าซึมเศร้า และสังคมทำงานหนักจนตาย (death from overwork) ปรากฏการณ์เช่นนี้จะยังคงอยู่ต่อไป ตราบใดที่ประเทศไทยต้องการพัฒนาเพื่อไล่กวดให้ทันประเทศพัฒนา หรือเป็นประเทศรายได้สูงอย่างเร่งรีบนั่นเอง

ถ้าอยากเข้าใจเรื่อง “โรงเรียนดี บริษัทดี” ให้รอดูละครเรื่องวิมานอากาศ ทางช่องวัน 31 ที่จะนำซีรีย์เรื่อง SKY Castle มารีเมค เล่าถึงสังคมชนชั้นนำในเกาหลีใต้ ที่คุณพ่อเป็นทนายความ ศาสตราจารย์ นักธุรกิจ โดยเหล่าคุณแม่จะเลี้ยงลูกๆ อย่างเข้มงวด ปูทางสอบเข้ามหาวิทยาลัยโซล

บทละครของไทยจะเป็นอย่างไรนั้น น่าติดตามอย่างยิ่ง ดูเพิ่มเติมในหนังสือ การบริหารดาวเด่นและเส้นทางสู่ผู้บริหารระดับสูง และการพัฒนาอุตสาหกรรมแบบไล่กวดของผู้เขียนได้ค่ะ

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/opinion/1224675&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ElX323cY4Gj7FfW9r-S3_