‘ตัดหัวหนึ่งทิ้งไป หัวใหม่ก็จะงอกขึ้นมา’ ระบบที่ผู้ปกครองอิหร่านสร้างขึ้นธำรงอำนาจไว้อย่างไร

ที่มาของภาพ, Morteza Nikoubazl/NurPhoto via Getty Images
-
- Author, หลุยส์ บาร์รูโช
- Role, บีบีซีเวิลด์เซอร์วิส
-
เวลาอ่าน: 12 นาที
เป็นเวลา 4 ทศวรรษแล้วที่ผู้ปกครองอิหร่านขึ้นสู่อำนาจหลังเกิดการปฏิวัติในปี 1979 ทว่าพวกเขากำลังเผชิญช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดในขณะนี้
การโจมตีทางอากาศร่วมกันระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิสราเอลได้สังหารอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุด และผู้บัญชาการทหารระดับสูงคนอื่น ๆ รวมถึงสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างค้ำจุนที่สำคัญของระบอบการปกครองของอิหร่านด้วย
ทั้งสหรัฐฯ และอิสราเอลต่างก็ส่งสัญญาณว่าต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง โดยกระตุ้นให้ชาวอิหร่านออกมาโค่นล้มรัฐบาลของตน
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ระบอบการปกครองอิหร่านตั้งใจจัดวางโครงสร้างทางอำนาจให้มีความคงทนแข็งแรง และไม่น่าถูกโค่นล้มได้โดยง่าย
อะไรคือสิ่งที่จะอธิบายถึงความสามารถในการรับมือกับความยากลำบากนี้ และระบบการปกครองของอิหร่านแตกต่างจากประเทศอื่นในตะวันออกกลางอย่างไร ?

ที่มาของภาพ, Morteza Nikoubazl/NurPhoto via Getty Images
“โครงสร้างที่ถูกออกแบบในลักษณะคล้ายสัตว์ประหลาดไฮดรา” ในปกรณัมกรีก

ผู้เชี่ยวชาญบอกว่านับตั้งแต่โค่นล้มราชวงศ์ของอิหร่าน สาธารณรัฐอิสลามก็ค่อย ๆ สร้างระบบการเมืองที่ถูกออกแบบมาให้ทนทานต่อแรงกระแทก
ระบอบนี้ประกอบไปด้วยสถาบันที่ถูกควบคุมอย่างเข้มงวด การปลูกฝังแนวคิดทางอุดมการณ์ ความเหนียวแน่นของชนชั้นนำ และฝ่ายค้านที่กระจายออกเป็นหลายฝ่าย
“มันเป็นโครงสร้างเหมือนสัตว์ประหลาดไฮดรา[ในปกรณัมกรีก] คุณตัดหัวหนึ่งออก แล้วมันก็จะมีหัวใหม่งอกออกมา” เซบาสเตียง บูซัวส์ นักวิจัยด้านตะวันออกกลางจากสถาบันภูมิรัฐศาสตร์ยุโรปในเบลเยียม กล่าว
เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (8 มี.ค.) โมจตาบา เคเมเนอี บุตรชายของอาลี คาเมเนอี ได้รับเลือกให้เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำสูงสุดของอิหร่านคนใหม่ หลังจากบิดาของเขาเสียชีวิตได้ไม่ถึง 2 สัปดาห์
มีการคาดการณ์อย่างกว้างขวางว่า เขาจะเดินหน้าการปกครอบแบบสายแข็งไม่ต่างจากบิดา

ที่มาของภาพ, Getty Images
“ระบอบเผด็จการแบบหลายขั้วอำนาจ”

ที่มาของภาพ, Majid Asgaripour/WANA (West Asia News Agency) via REUTERS
ผู้เชี่ยวชาญแย้งว่าต่างจากประเทศอื่น ๆ ที่ผู้นำถูกโค่นล้ม เช่น ตูนิเซีย อียิปต์ และซีเรีย โดยจะเห็นได้ว่าอิหร่านสามารถรับมือกับแรงกระแทกจากภายนอกได้ดีกว่า เพราะกลไกด้านความมั่นคงขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์
แทนที่จะเป็นเผด็จการทั่วไปที่ศูนย์กลางอำนาจอยู่ที่คนคนเดียว อิหร่านกลับเป็น “เผด็จการแบบหลายขั้ว” (polydictatorship) ซึ่งเป็น “พันธมิตรระหว่างผู้สนับสนุนการเมืองแบบอิสลามกับกลุ่มชาตินิยมอิหร่านหัวรุนแรง” เบอร์นารด์ อูร์กาด อดีตผู้อำนวยการสถาบันฝรั่งเศสเพื่อการวิจัยประจำกรุงเตหะราน กล่าว
อำนาจถูกแบ่งออกไปยังศูนย์กลางหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นคณะผู้นำศาสนา กองทัพ และภาคธุรกิจขนาดใหญ่ของระบบเศรษฐกิจ ดังนั้นระบอบนี้จึงโค่นล้มได้ยากกว่าเผด็จการที่มีผู้นำสูงสุดเพียงคนเดียว
นอกจากนี้ ยังมีองค์กรอื่น ๆ ที่มีอำนาจด้วยเช่นกัน ซึ่งรวมถึงสภาผู้พิทักษ์ (Guardian Council) ที่สามารถยับยั้งกฎหมายและตรวจสอบคุณสมบัติผู้ลงสมัครเลือกตั้งได้
สิ่งนี้ยิ่งทำให้โอกาสที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่คิดจะขึ้นมาท้าทายอำนาจรัฐอย่างจริงจังลดลงไปอีก
แม้อิหร่านจะถูกมองในวงกว้างว่าเป็นระบอบอัตตาธิปไตย (autocracy) ประเภทหนึ่ง แต่ก็ยังเปิดโอกาสเชิงสัญลักษณ์ให้ประชาชนลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งบางอย่าง รวมถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีด้วย
อย่างไรก็ตาม กระบวนการดังกล่าวถูกควบคุมอย่างเข้มงวด สภาผู้พิทักษ์จะตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครตามเกณฑ์ต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ ซึ่งรวมถึงระดับความจงรักภักดีต่อสาธารณรัฐอิสลาม
บทบาทสำคัญของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติ

ที่มาของภาพ, NurPhoto via Getty Images
หากสถาบันต่าง ๆ เปรียบเสมือนโครงกระดูกของระบอบ กองกำลังด้านความมั่นคงก็มักถูกมองว่าเป็นเสมือนกล้ามเนื้อ
อูการ์ดบอกว่ากองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม หรือ ไออาร์จีซี (Islamic Revolutionary Guard Corps-IRGC) ซึ่งปฏิบัติการเคียงข้างกองทัพปกติ มักถูกมองว่าเป็น “กระดูกสันหลังของระบอบ”
นอกเหนือไปจากบทบาททางด้านการทหาร องค์กรนี้เติบโตเป็นศูนย์กลางอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจ ซึ่งประกอบไปด้วยการครอบครองธุรกิจต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง รวมถึงการแผ่ขยายอิทธิพลผ่านกองกำลังบาซิจ (Basij) ซึ่งเป็นกองกำลังกึ่งทหารอาสา
ที่สำคัญ กองกำลังด้านความมั่นคงยังมีความเป็นหนึ่งเดียวกัน แม้เผชิญเหตุความไม่สงบซ้ำแล้วซ้ำเล่า บูซัวส์เชื่อมโยงความภักดีเช่นนี้เข้ากับอุดมการณ์
“วัฒนธรรมแห่งการพลีชีพที่พบในหมู่คนนิกายชีอะห์ [หนึ่งในสองนิกายหลักของศาสนาอิสลาม] และในกลุ่มต่าง ๆ เช่น ฮามาส และเฮซบอลเลาะห์ เกือบจะถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของหน้าที่ในงาน” เขากล่าว
ด้าน เรซา ตาลาอินีก รมช.กลาโหมของอิหร่าน ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์เมื่อไม่นานมานี้ว่า ผู้บัญชาการ IRGC ทุกคน มีผู้สืบตำแหน่งที่กำหนดไว้ล่วงหน้าถึง 3 ระดับ เพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง
คัสรา อาราบี หัวหน้าฝ่ายวิจัยเรื่อง IRGC จากองค์กรพันธมิตรต่อต้านนิวเคลียร์อิหร่าน (United Against Nuclear Iran) กล่าวว่าโครงสร้างอำนาจแบบกระจายศูนย์เช่นนี้ ถูกออกแบบขึ้นหลังเห็นบทเรียนการล่มสลายของกองทัพอิรักในปี 2003 ซึ่งเป็นผลมาจากการรุกรานของกองกำลังผสมที่นำโดยสหรัฐฯ
ผู้เชี่ยวชาญรายนี้เชื่อว่า หากระบอบของอิหร่านยังดำรงอยู่ต่อไป “IRGC จะมีบทบาทสำคัญมากกว่าเดิม”
เครือข่ายอุปถัมภ์และความเหนียวแน่นของชนชั้นนำ
เศรษฐกิจส่วนใหญ่ของอิหร่านถูกควบคุมโดยองค์กรต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงกับรัฐ เช่น โบนยาดส์ (bonyads) มูลนิธิการกุศลที่ขยายตัวจนกลายเป็นเจ้าของบริษัทนับพันในหลากหลายภาคธุรกิจ
เครือข่ายเหล่านี้ทำให้เกิดการจ้างงาน รวมถึงทำสัญญาการค้าต่าง ๆ กับฐานที่สนับสนุนและภักดีต่อระบอบ
อาณาจักรธุรกิจของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม ซึ่งรวมถึงกลุ่มบริษัท คอตัม อัล-อันเบีย (Khatam al‑Anbia ) ยังช่วยเสริมความแข็งแกร่งของ “การอุปถัมภ์” ในระบบเศรษฐกิจเช่นนี้มากขึ้นด้วย
แม้มาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตกจะสร้างความเสียหายรุนแรงต่อเศรษฐกิจของอิหร่านเป็นวงกว้าง แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าเครือข่ายเหล่านี้ช่วยปกป้องชนชั้นนำสำคัญ ๆ และรักษาผลประโยชน์ของพวกเขาในระบอบที่ยังอยู่รอด
ตามที่บูซัวส์ระบุ ระบบนี้ “แข็งแกร่งจนกระทั่งแทบไม่เห็นการแตกแถวเลย”
อุดมการณ์และมรดกของการปฏิวัติ
ศาสนายังมีบทบาทอันทรงพลังในการค้ำจุนอำนาจเช่นกัน
การปฏิวัติได้สร้างเครือข่ายสถาบันทางศาสนา การเมือง และการศึกษา ซึ่งกำหนดมุมมองต่อโลกในกรอบความคิดของรัฐ
“โครงสร้างที่เก่าแก่และทรงพลังมากนี้ ไม่ว่าจะเป็นด้านอุดมการณ์ ระบบราชการ และระบบบริหารมันคือสิ่งที่ทำให้ระบอบมีความแข็งแกร่ง” บูซัวส์กล่าว
เขาบอกว่าอุดมการณ์ดังกล่าว “เป็นสิ่งกำหนดความสมัครสมานสามัคคี ภารกิจ และสรรหาบุคลากร”

ที่มาของภาพ, KHOSHIRAN/Middle East Images/AFP via Getty Images
ฝ่ายค้านที่ไม่เป็นหนึ่งเดียวกัน
ในทางประวัติศาสตร์ ฝ่ายค้านของอิหร่านมีความแตกแยกกันมาโดยตลอด
กลุ่มเหล่านี้ประกอบด้วย นักปฏิรูป กลุ่มกษัตริย์นิยม กลุ่มฝ่ายซ้าย ขบวนการของชาวอิหร่านพลัดถิ่น เช่น สภาต่อต้านแห่งชาติอิหร่าน หรือ เอ็นซีอาร์ไอ (National Council of Resistance of Iran-NCRI) และองค์กรจากกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ
เอลลี เกอแรนมาเยห์ นักวิชาการอาวุโสจากสภายุโรปด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นสถาบันคลังสมองในสหราชอาณาจักร ระบุว่าความแตกแยกเช่นนี้ดำรงอยู่มาอย่างยาวนาน
เธอกล่าวว่าหลังการปฏิวัติอิสลาม การถกเถียงเรื่องการจัดตั้งพรรคการเมืองถูกลำดับไว้ให้มีความเป็นสำคัญเป็นเรื่องรองลงมา เนื่องจากอิหร่านเข้าสู่การทำสงครามกับอิรักในปี 1980 ซึ่งกินเวลายืดเยื้อเกือบ 8 ปี
เกอแรนมาเยห์ระบุว่าในหลายช่วงเวลา กลุ่มสายกลางถูกระบอบและฝ่ายสายแข็ง “ผลักให้เป็นชายขอบ สูญเสียความน่าเชื่อถือ หรือถูกจำคุก”
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เกิดการประท้วงครั้งใหญ่เพื่อต่อต้านระบอบ เช่น กรีนมูฟเมนต์หรือการเคลื่อนไหวสีเขียว (Green Movement) ในปี 2009 และการประท้วงที่ปะทุขึ้นหลังการเสียชีวิตของมาห์ซา อามินี ในปี 2022
ทว่า การประท้วงเหล่านั้นขาดผู้นำที่เป็นศูนย์กลาง และถูกรัฐปราบปรามอย่างรุนแรงในเวลาต่อมา
อย่างไรก็ตาม คลื่นการประท้วงล่าสุดในปีนี้และปีที่แล้ว เกิดขึ้นตามการเรียกร้องจากบุตรชายของอดีตชาห์ผู้ลี้ภัยที่ให้จัด “วันเคลื่อนไหวระดับโลก”
อิหร่านยังมีปฏิบัติการสอดแนมที่ซับซ้อนมากที่สุดแห่งหนึ่งในระดับภูมิภาค รวมทั้งมีการปิดอินเทอร์เน็ตเป็นระยะ ๆ การเฝ้าระวังด้วยปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ (AI) และหน่วยไซเบอร์ที่มุ่งเป้าไปยังนักกิจกรรมนอกราชอาณาจักร
ความระมัดระวังของสาธารณชนที่กำลังเสื่อมถอยลง
เกอแรนมาเยห์กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ชาวอิหร่านจำนวนมากลังเลที่จะผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง หลังจากเห็นผลลัพธ์จากการแทรกแซงของสหรัฐฯ ในอัฟกานิสถานและอิรัก ประกอบกับผลพวงของการลุกฮือในโลกอาหรับก็ยิ่งทำให้เกิดความระมัดระวังมากขึ้น
ถึงกระนั้น เธอกล่าวว่าการประเมินดังกล่าวได้เปลี่ยนไปแล้ว โดยชาวอิหร่านจำนวนมากรู้สึกว่ารัฐไม่สามารถรับประกันความต้องการพื้นฐาน ตั้งแต่ตำแหน่งงานไปจนถึงน้ำสะอาด ขณะเดียวกันการใช้กำลังปราบปรามเสียงต่อต้านกลับเพิ่มมากขึ้น
เธอกล่าวเสริมว่าอีกปัจจัยหนึ่งที่เร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลง คือ การปราบปรามคลื่นประท้วงระลอกใหม่ในเดือน ม.ค. ที่ผ่านมาอย่างรุนแรง จนทำให้มีผู้เสียชีวิตนับพันคน โดยถือได้ว่านี่เป็นการชุมนุมครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเห็นในประเทศนี้
ด้านอูร์กาดกล่าวว่า เกิด “ช่องว่างระหว่างช่วงวัย” ในหมู่ชาวอิหร่าน เมื่อพูดถึงทัศนคติที่มีต่อระบอบ
เขากล่าวต่อว่าคนรุ่นใหม่ชาวอิหร่านซึ่งหลายคนมีการศึกษาในระดับสูง สามารถเชื่อมต่อกับโลกภายนอก และได้รับอิทธิพลจากสื่อสังคมออนไลน์ ต่างปฏิเสธระบอบนี้ โดยมองว่าเป็น “ระบบที่ทุจริต กดขี่ และไม่สอดคล้องกับความใฝ่ฝันของพวกเขา”
“ท้ายที่สุดแล้ว ทุกระบอบก็ต้องสิ้นสุดลง”

ที่มาของภาพ, EPA
นักวิเคราะห์กล่าวว่าระบอบอำนาจนิยมมักจะล่มสลายเมื่อเงื่อนไข 3 ประการเกิดขึ้นพร้อมกัน ได้แก่ การระดมมวลชนครั้งใหญ่ ความแตกแยกภายในชนชั้นปกครอง และการแปรพักตร์ของกองกำลังฝ่ายความมั่นคง
ในอดีต อิหร่านมักประสบกับเงื่อนไขแรก แต่ไม่เคยเกิดอีกสองเงื่อนไขร่วมกัน ผู้เชี่ยวชาญระบุ
อูร์กาดเชื่อว่าจุดจบของสาธารณรัฐอิสลามเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้
“ท้ายที่สุดแล้ว ทุกระบอบก็ต้องสิ้นสุดลง คำถามจริง ๆ คือเมื่อไร และลำดับเหตุการณ์จะเป็นอย่างไร”
เขากล่าวต่อว่าการเสียชีวิตของคาเมเนอีทำให้ระบอบเกิดความเสียหายครั้งใหญ่
“จะไม่มีใครเหมือนเขาอีก ผู้ที่มาสืบตำแหน่งจะไม่มีวันมีอำนาจบารมีเท่าเขา”
ทว่า บูซัวส์กล่าวว่าการล่มสลายของสาธารณรัฐอิสลามนั้นยังห่างไกลจากความแน่นอน
เขาระบุว่า หากมันเกิดขึ้น และเกิดจากการแทรกแซงทางทหารของต่างชาติ สิ่งที่จะตามมาอาจเลวร้ายกว่าเดิม
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เคยให้สัมภาษณ์กับนิวยอร์กไทมส์ว่าการที่สหรัฐฯ จับกุมนิโกลัส มาดูโร อดีตประธานาธิบดีเวเนซุเอลาได้ จะเป็น “ฉากทัศน์สมบูรณ์แบบ” สำหรับอิหร่าน
แต่บูซัวส์เห็นแย้งว่า “สิ่งตรงกันข้ามอาจเกิดขึ้น เหมือนกรณีเกาหลีเหนือหรือคิวบา นั่นคือการทำให้กลุ่มแกนนำกลุ่มสายแข็งกลับแข็งแกร่งมากกว่าเดิม”
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cd03xe8kj9lo&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ptPHfAGLHzYShD06a7UJ6





