ประเทศใดบ้างได้ประโยชน์จากสงครามต่ออิหร่าน และใครจะได้รับผลกระทบหนักมากที่สุด ?

-
- Author, มารินา ดาราส
- Role, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส
- Author, สตีเฟน ฮอว์กส์
- Role, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส
-
เวลาอ่าน: 10 นาที
ตามปกติแล้วแทบจะไม่มีใครเป็นผู้ชนะอย่างชัดเจนในสงคราม แต่ประชาชนคนธรรมดานั่นเองที่จะต้องรับผลของการกระทำนั้นด้วยราคาอันแสนแพง
สำหรับสถานการณ์ตอนนี้ที่เต็มไปด้วยความยุ่งเหยิงในตลาดพลังงานและสายอุปทานโลก รัฐบาลของบางประเทศเริ่มออกมาตรการเตรียมรับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจแล้ว อย่างไรก็ดี บางประเทศอาจพบโอกาสเชิงกลยุทธ์ใหม่ ๆ จากความวุ่นวายที่กำลังเกิดขึ้น
สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล กับอิหร่านกำลังก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อทั่วทั้งภูมิภาคและระดับโลก ความขัดแย้งครั้งนี้ทำให้ประเทศในอ่าวเปอร์เซียเกิดความไม่มั่นคง และบีบให้ประชาชนหลายแสนคนทั่วตะวันออกกลางต้องหนีออกจากบ้านของตัวเอง
แม้ในพื้นที่ที่อยู่ไกลจากสมรภูมิรบ ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นและการเดินเรือในอ่าวเปอร์เซียที่หยุดชะงัก โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ก็กำลังทำให้ต้นทุนของผู้บริโภคและภาคธุรกิจเพิ่มสูงขึ้น
ทว่าท่ามกลางความปั่นป่วนนี้ มีประเทศใดบ้างที่มีแนวโน้มจะเป็นฝ่ายเสียผลประโยชน์มากที่สุด หรืออาจได้ประโยชน์มากที่สุด
รัสเซีย

ที่มาของภาพ, Anadolu via Getty Images
อิหร่านเป็นพันธมิตรคนสำคัญและยังเป็นหุ้นส่วนทางการทหารของรัสเซีย การสังหาร อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ถือเป็นความพ่ายแพ้ทางการทูตอีกครั้งสำหรับรัสเซีย ต่อเนื่องมาจากการโค่นล้มอดีตประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด ในซีเรีย และเหตุการณ์ที่สหรัฐฯ เพิ่งจับกุม อดีตประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร ในเวเนซุเอลา
อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งในตะวันออกกลางครั้งนี้อาจสร้างข้อได้เปรียบให้รัสเซียในสงครามของตนเองกับยูเครน เนื่องจากสงครามต่ออิหร่านครั้งนี้กำลังดึงเอาทรัพยากรทางทหารของสหรัฐฯ ออกไป
“การลดลงของขีปนาวุธและระบบสกัดกั้นแพทริออต (Patriot) เป็นประโยชน์ต่อรัสเซีย เพราะมันจำกัดสิ่งที่ยูเครนสามารถหาซื้อได้ในตลาด” นิโคล กราเยฟสกี รองศาสตราจารย์จากศูนย์การศึกษาระหว่างประเทศของสถาบันรัฐศาสตร์ปารีส (Paris Institute of Political Studies) กล่าวกับ บีบีซีแผนกภาษารัสเซีย

อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ความต้องการโดรนชาเฮด (Shahed) ของอิหร่านที่เพิ่มขึ้น ไม่น่าจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อศักยภาพของรัสเซียในการทำสงครามในยูเครน
ฮันนา น็อตเต ผู้อำนวยการประจำภูมิภาคยูเรเชียของศูนย์การศึกษาการไม่แพร่ขยายอาวุธ (Center for Nonproliferation Studies) ในสหรัฐฯ กล่าวกับ บีบีซี นิวส์ ว่า “รัสเซียเคยพึ่งพาความร่วมมือด้านกลาโหมจากอิหร่านในช่วงเวลาหนึ่งที่ค่อนข้างเฉพาะเจาะจง คือช่วงต้นของสงครามในยูเครน ตอนที่อิหร่านจัดหาโดรนชาเฮดให้ และที่สำคัญคือมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต รวมถึงให้ใบอนุญาตในการผลิตโดรนเหล่านี้ในช่วงปี 2022–2023”
เธอกล่าวต่อว่า “ตอนนี้สงครามมาถึงจุดที่รัสเซีย ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาอิหร่าน เพื่อดำเนินสงครามในยูเครนอีกต่อไป เพราะรัสเซียสามารถ ผลิตโดรนชาเฮดได้เองแล้ว”

ขณะเดียวกัน การที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งทำให้การขนส่งน้ำมันและก๊าซชะงักงัน จนราคาพลังงานพุ่งสูง อาจช่วยบรรเทาแรงกดดันทางการเงินบางส่วนให้กับรัสเซีย ที่กำลังเผชิญภาระหนักจากสงครามในยูเครน
งบประมาณของรัฐบาลกลางรัสเซียตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า ประเทศจะสามารถส่งออกน้ำมันได้ในราคาประมาณ 59 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แต่ขณะนี้ราคาน้ำมันดิบได้พุ่งขึ้นอย่างมาก เกือบสูงถึง 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในช่วงหนึ่ง
เมื่อผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ในอ่าวเปอร์เซียลดกำลังการผลิตลง รัสเซียอาจสามารถส่งออกน้ำมันเพิ่มขึ้นไปยังตลาดสำคัญอย่างจีนและอินเดียได้
เดวิด ไฟฟ์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของอาร์กัส (Argus) บริษัทข้อมูลข่าวกรองด้านตลาดพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ระดับโลก กล่าวว่า “ก่อนหน้านี้ อินเดียถูกกระตุ้นให้ลดการซื้อน้ำมันจากรัสเซีย แต่ตอนนี้สหรัฐฯ ได้ให้ ข้อยกเว้นบางประการ เพื่ออนุญาตให้อินเดียกลับมาซื้อน้ำมันรัสเซียได้อีกครั้ง อย่างน้อยในช่วงหนึ่งเดือนข้างหน้า”
“และขณะนี้ก็มีการหารือกันแล้วเกี่ยวกับการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนต่อการส่งออกน้ำมันของรัสเซีย เพื่อบรรเทาปัญหาบางประการที่เกิดขึ้น” หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของอาร์กัส ระบุ
จีน
แม้จีนจะยังไม่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากสงครามต่ออิหร่าน แต่ก็ยังคงต้องเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์ดังกล่าวอยู่ดี
ข้อมูลจาก ศูนย์นโยบายพลังงานโลก (Center on Global Energy Policy) ระบุว่า จีนนำเข้าน้ำมันดิบจากอิหร่านเพียง 12% ของการนำเข้าทั้งหมด
นอกจากนี้ จีนยังมีสำรองน้ำมันไว้เพียงพอสำหรับการใช้งานได้อีกหลายเดือน หลังจากนั้นก็ยังสามารถหันไปพึ่งพาการนำเข้าจากรัสเซียได้แบบไม่ยาก
อย่างไรก็ดี ภาคอุตสาหกรรมของจีนที่ขับเคลื่อนด้วยการส่งออก ก็มีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบเช่นกัน ตามที่ ไฟฟ์ระบุ
การส่งออกซึ่งคิดเป็นประมาณ 20% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของจีน หรือมูลค่ารวมของสินค้าและบริการที่ประเทศผลิตได้ กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจจีนที่กำลังเผชิญปัญหาจากราคาตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ซบเซาและการใช้จ่ายภายในประเทศที่อ่อนแอ
การเดินเรือบริเวณภายในและรอบ ๆ ช่องแคบฮอร์มุซที่หยุดชะงักลง อาจไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับจีนมากนัก แต่การเข้าถึงมหาสมุทรแอตแลนติกเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับสินค้าจีนที่มุ่งหน้าไปยังตลาดตะวันตก
ขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่งของคาบสมุทรอาหรับ ช่องแคบบับ อัล-มันเดบ (Bab el-Mandeb Strait) ซึ่งเป็นเส้นทางเชื่อมภูมิภาคเอเชีย ยุโรป และแอฟริกา ก็เกิดการโจมตีจาก กลุ่มกบฏฮูตี (Houthis) ในเยเมน ซึ่งเป็นกองกำลังติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน

“มีความเป็นไปได้สูงที่การเดินเรือในทะเลแดงจะได้รับผลกระทบอย่างหนักอีกครั้ง โดยเรือสินค้าระยะไกลจากเอเชียที่ต้องการมุ่งหน้าไปยัง มหาสมุทรแอตแลนติก จะถูกเบี่ยงเส้นทางให้แล่นอ้อม แอฟริกาตอนใต้ ผ่านแหลมกู๊ดโฮป” ไฟฟ์กล่าวกับบีบีซี นิวส์
นีล ควิลเลียม ผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลางจากสถาบันคลังสมองแชทแฮมเฮาส์ ในกรุงลอนดอน กล่าวว่า “การเปลี่ยนเส้นทางเช่นนี้มีต้นทุนสูงมาก”
เขาอธิบายว่า “มันทำให้การเดินทางยาวขึ้น 10–14 วัน และขึ้นอยู่กับประเภทของสินค้า สำหรับเรือบรรทุกสินค้าทั่วไปหนึ่งลำ จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นประมาณ 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ”
ทว่าสงครามกับอิหร่านอาจเปิดโอกาสทางการทูตให้กับจีน ในขณะที่จีนพยายามวางตำแหน่งตนเองให้เป็น “ตัวถ่วงดุลที่มีความรับผิดชอบ” ต่อสหรัฐฯ ฟิลิป เช็ตเลอร์-โจนส์ จากสถาบันรอยัล ยูไนเต็ด เซอร์วิสเซส หรือ อาร์ยูเอสไอ (Royal United Services Institute – RUSI) ซึ่งเป็นสถาบันคลังสมองด้านความมั่นคงของสหราชอาณาจักร กล่าวกับ บีบีซี นิวส์
ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน จะยังคงพยายามสร้างภาพลักษณ์ของตนว่าเป็น ผู้นำโลกที่มั่นคงและคาดการณ์ได้ ซึ่งแตกต่างจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์
ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งครั้งนี้อาจเป็นโอกาสให้รัฐบาลจีน จับสัญญาณหรือประเมินท่าทีของทรัมป์ ว่าเขาอาจตอบสนองอย่างไรต่อประเด็นตึงเครียดอื่น ๆ รวมถึง ไต้หวัน เกาะที่ปกครองตนเองซึ่งจีนอ้างสิทธิ์เหนือดินแดนดังกล่าว
กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่
ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซจากภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างมาก มีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบอย่างหนักจากสงครามครั้งนี้ บางประเทศก็ได้เริ่มใช้ มาตรการรัดเข็มขัดอย่างเข้มงวดแล้วเพื่อพยายามบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจให้เร็วที่สุด
ในเวียดนาม ราคาน้ำมันดีเซลได้เพิ่มขึ้นแล้วถึง 60% นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น และรัฐบาลกำลังขอให้ประชาชนทำงานจากที่บ้านหากสามารถทำได้
ส่วนในฟิลิปปินส์ ที่นำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางประมาณ 95% ของปริมาณการนำเข้าทั้งหมด สั่งพนักงานภาครัฐทำงานเพียงสี่วันต่อสัปดาห์ เว้นแต่ผู้ที่ทำงานในหน่วยบริการฉุกเฉิน
มาตรการในลักษณะเดียวกันได้ถูกนำมาใช้ใน ปากีสถาน ยกเว้นแค่เพียงภาคธนาคาร หน่วยงานต่าง ๆ ถูกสั่งให้ ทำงานจากที่บ้านเท่าที่จะทำได้ และมหาวิทยาลัยก็หันไปสอนผ่านระบบออนไลน์
ในการแถลงทางโทรทัศน์ เชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถาน กล่าวว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องประหยัดและจัดสรรการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศอย่างรอบคอบ
ขณะที่ใน บังกลาเทศ รัฐบาลกำลังเผชิญกับภาวะการซื้อสินค้าเพื่อกักตุนไว้เกินความจำเป็นเนื่องจากความกลัวหรือตื่นตระหนก (panic buying) จากสถานการณ์ข่าววิกฤตดังกล่าว โดยมีคิวยาวตามสถานีบริการน้ำมัน ทำให้ทางการต้องออกมาตรการ จำกัดปริมาณการซื้อ โดยรถยนต์สามารถซื้อได้ วันละ 10 ลิตร ส่วนรถจักรยานยนต์ เพียงวันละ 2 ลิตร

ที่มาของภาพ, Reuters
แต่ผลกระทบของสงครามอาจขยายวงไปไกลกว่าแค่การขาดแคลนพลังงาน
เกษตรกรทั่วโลกต้องพึ่งพาปุ๋ยเพื่อใช้ในการเพาะปลูก และช่วยให้พืชผลสามารถทนต่อสภาพอากาศได้ดีขึ้น การหยุดชะงักของอุปทานปุ๋ยอาจนำไปสู่ ความไม่มั่นคงด้านอาหารของโลก
นีล ควิลเลียม กล่าวกับ บีบีซี นิวส์ ว่า “ยูเรียประมาณ 30% ของโลก ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญที่ใช้ในการผลิตปุ๋ย ถูกขนส่งผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ยูเรียมาจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งได้จากกระบวนการแปรรูปน้ำมันดิบ ดังนั้น หากยูเรียราว 30% หายไปจากตลาดโลก ก็จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อ ความมั่นคงทางอาหารของโลก”
หลังจากโรงงานกาตาร์เอเนอร์จี (QatarEnergy) ที่ถือเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกก๊าซรายใหญ่ที่สุดของโลกและเป็นผู้ผลิตยูเรียสำหรับทำปุ๋ยถูกโจมตี บริษัทต้องประกาศภาวะเหตุสุดวิสัย (force majeure) ซึ่งเป็นมาตรการฉุกเฉินที่เปิดทางให้บริษัทสามารถระงับการผลิตและการส่งมอบสินค้าได้ชั่วคราว
นีล ควิลเลียม กล่าวว่า “ผลกระทบในด้าน ความมั่นคงทางอาหาร และ เงินเฟ้อ อาจเริ่มเห็นได้ในอีก 6–9 เดือนข้างหน้า”
เขาเสริมว่า “ผลกระทบอาจยังไม่ปรากฏในตอนนี้ แต่เมื่อพืชผลเริ่มประสบปัญหา หรือเมื่อเกษตรกรเริ่มหาปุ๋ยได้ยากขึ้น เราก็จะเห็นผลกระทบในระยะยาว”
มีการรายงานเพิ่มเติมโดย บีบีซีแผนกภาษาฮินดี และเอลิซาเวตา โฟคต์ จาก บีบีซีแผนกภาษารัสเซีย
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c7vjgye8m92o&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MkJKMBHOzu9oHG7ZMhnn0





