สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงคูเวตซิตี ประเทศคูเวต เมื่อวันที่ 8 มี.ค. ว่าบรรษัทปิโตรเลียมแห่งชาติคูเวต (เคพีซี) ประกาศลดกำลังการผลิตน้ำมันดิบเพื่อ “เฝ้าระวัง” ขณะที่ระบบป้องกันทางอากาศของกองทัพคูเวตตอบโต้ “ฝูงโดรนศัตรู” ที่รุกล้ำน่านฟ้า ซึ่งเป้าหมายของการโจมตีคือ ถังเก็บเชื้อเพลิง ณ สนามบินนานาชาติคูเวต
ด้านรัฐบาลคูเวตประณามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ว่าเป็น “การพุ่งเป้าทำลายโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญโดยตรง” นอกจากนี้ยังมีอาคารพลเรือนบางแห่งได้รับความเสียหาย จากเศษซากที่ตกลงมาจากการสกัดกั้นขีปนาวุธ
ขณะที่กระทรวงกลาโหมกาตาร์รายงาน การถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธนำวิถีมากกว่า 10 ลูก ที่มีการยิงมาจากอิหร่าน แต่ยืนยันว่า ส่วนใหญ่ถูกสกัดกั้นไว้ได้และไม่มีผู้เสียชีวิต

ในเวลาเดียวกัน กระทรวงกลาโหมซาอุดีอาระเบียรายงาน การสกัดกั้นและทำลายโดรน 15 ลำที่รุกล้ำน่านฟ้า รวมถึงความพยายามโจมตีย่านการทูตในกรุงริยาด นอกจากนี้ ซาอุดีอาระเบียยังทำลายขีปนาวุธนำวิถี 3 ลูกที่มุ่งหน้าไปยังฐานทัพอากาศเจ้าชายสุลต่าน และโดรนอีก 17 ลำ ซึ่งพุ่งเป้าโจมตีแหล่งน้ำมันเชย์บาห์ ที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ
นอกจากนี้ บาห์เรน โอมาน และจอร์แดน รายงานว่า สถานที่บางแห่งในประเทศ ได้รับความเสียหายจากขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านเช่นกัน

ขณะที่ชีค โมฮัมเหม็ด บิน ซาเยด อัล นาห์ยาน ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ประกาศว่า บ้านเมืองอยู่ใน “ช่วงเวลาแห่งสงคราม” แต่จะก้าวผ่านไปอย่างแข็งแกร่งกว่าเดิม และนับตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา ยูเออีสกัดขีปนาวุธมากกว่า 221 ลูก และโดรนมากกว่า 1,300 ลำ ซึ่งพุ่งเป้ามายังสถานที่สำคัญหลายแห่ง รวมถึง ท่าอากาศยานนานาชาติอาบูดาบี ท่าอากาศยานนานาชาติดูไบ โรงแรมหรู และพื้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจอีกหลายแห่ง


ทั้งนี้ ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน ผู้นำอิหร่าน เพิ่งออกมากล่าวขอโทษประเทศเพื่อนบ้านทุกแห่งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะกลุ่มอ่าวอาหรับ เกี่ยวกับการได้รับผลกระทบจากการโจมตีของอิหร่าน ที่ต้องการตอบโต้สหรัฐและอิสราเอล และยืนยันว่า จะไม่โจมตีประเทศที่อยู่โดยรอบอีก “ตราบใดที่สหรัฐไม่ใช้เป็นฐานโจมตีอิหร่านก่อน”.
เครดิตภาพ : AFP
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5666951/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Tq6HzlaKbdHREMEhCii6_

