• Sun. Oct 25th, 2026

‘พาณิชย์’ จับตา กลุ่ม GCC ฟื้นปี 70 ลุ้นคำสั่งซื้อพุ่ง ดันส่งออกไทยโต

‘พาณิชย์’-จับตา-กลุ่ม-gcc-ฟื้นปี-70-ลุ้นคำสั่งซื้อพุ่ง-ดันส่งออกไทยโต‘พาณิชย์’ จับตา กลุ่ม GCC ฟื้นปี 70 ลุ้นคำสั่งซื้อพุ่ง ดันส่งออกไทยโต

สคต.ดูไบ เผย IMF คาดเศรษฐกิจ GCC ปี 2569 หดตัว 4.8% จากสงครามและปิดช่องแคบฮอร์มุซ ก่อนฟื้นแรง 9.1% ในปี 2570 หากเปิดช่องแคบได้ตามกำหนด ชี้เป็นจังหวะไทยเร่งส่งออกอาหาร สินค้าจำเป็น วัสดุก่อสร้าง รถยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า รับการเติมสต็อกและฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะคูเวต กาตาร์ และบาห์เรน

  • IMF คาดการณ์ว่าสงครามและการปิดช่องแคบฮอร์มุซจะทำให้เศรษฐกิจกลุ่มประเทศ GCC โดยรวมหดตัว 4.8% ในปี 2569
  • เศรษฐกิจ GCC มีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในปี 2570 โดยคาดว่าจะขยายตัวถึง 9.1% หากช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดได้ตามสมมติฐาน
  • ผลกระทบจากสงครามแตกต่างกันในแต่ละประเทศ โดยคูเวต กาตาร์ และบาห์เรน ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด ขณะที่โอมานเป็นประเทศเดียวที่เศรษฐกิจยังขยายตัวได้
  • การนำเข้าของ GCC ที่ลดลงกระทบการส่งออกของไทยในปี 2569 แต่ สคต.ดูไบ แนะให้ผู้ส่งออกเตรียมแผนรุกตลาดในปี 2570 เพื่อรองรับการฟื้นตัว

เว็ปไซต์กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในประเทศ (สคต.) ดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รายงานว่า สถานการณ์เศรษฐกิจกลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ (GCC) จากข้อมูลการประเมินล่าสุดของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เมื่อเดือนต.ค. 2569 ว่า สงครามสหรัฐฯ–อิสราเอลกับอิหร่าน และการปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นเวลานาน ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจกลุ่ม GCC ทั้ง 6 ประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

โดย IMF คาดว่าเศรษฐกิจ GCC โดยรวมจะหดตัว 4.8% ในปี 2569 ก่อนฟื้นตัวอย่างรวดเร็วเป็น 9.1% ในปี 2570 หากช่องแคบฮอร์มุซสามารถกลับมาเปิดได้ราวเดือนมี.ค. 2570

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบของสงครามต่อแต่ละประเทศแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยขึ้นอยู่กับระดับการพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซในการส่งออกพลังงานและการนำเข้าสินค้า

คูเวต–กาตาร์–บาห์เรนกระทบหนัก

ประเทศที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด ได้แก่ คูเวต กาตาร์ และบาห์เรน ซึ่งมีข้อจำกัดด้านเส้นทางส่งออกและพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซในระดับสูง โดย IMF ประเมินว่าเศรษฐกิจคูเวตจะหดตัว 16.7% กาตาร์หดตัว 15.6% และบาห์เรนหดตัว 11.3% ในปี 2569

ขณะที่ ซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ได้รับผลกระทบน้อยกว่า โดยเศรษฐกิจคาดว่าจะหดตัว 3.3% และ 3.9% ตามลำดับ เนื่องจากมีทางเลือกด้านเส้นทางขนส่งและส่งออก เช่น เส้นทางทะเลแดงและท่าเรือฟูไจราห์ รวมทั้งมีฐานะทางการเงินและเงินทุนสำรองในระดับสูง

ส่วน โอมาน เป็นประเทศเดียวในกลุ่ม GCC ที่เศรษฐกิจยังขยายตัว โดยคาดว่าจะเติบโต 4.1% เนื่องจากทำเลที่ตั้งอยู่นอกช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้สามารถใช้เส้นทางเดินเรือทางเลือกได้มากกว่าประเทศอื่น

รายงานระบุ ว่า แม้ปริมาณการผลิตและส่งออกพลังงานของหลายประเทศลดลง แต่ราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นช่วยบรรเทาผลกระทบ โดยราคาน้ำมันดิบในปี 2569 คาดว่าจะสูงกว่าปี 2568 ประมาณ 41% ขณะที่ราคาก๊าซเพิ่มขึ้นราว 48% ส่งผลให้ประเทศที่ยังสามารถส่งออกพลังงานได้มีรายได้เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณา GDP ที่แท้จริง เศรษฐกิจของประเทศ GCC ส่วนใหญ่ยังหดตัว สะท้อนว่าราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นไม่สามารถชดเชยผลกระทบจากปริมาณการส่งออกที่ลดลงและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวได้ทั้งหมด

นำเข้า GCC ลด 5–16% กระทบผู้ส่งออกไทย

อีกปัจจัยที่ต้องจับตาคือ การนำเข้าของประเทศ GCC โดยในปี 2569 การนำเข้าของทุกประเทศในกลุ่ม ยกเว้นโอมาน ลดลงประมาณ 5–16% ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ส่งออกจากต่างประเทศ รวมถึงไทย

สคต.ดูไบ ประเมินว่า การชะลอตัวของการนำเข้าเกิดจากทั้งภาวะเศรษฐกิจและปัญหาด้านโลจิสติกส์ ขณะที่การขนส่งสินค้าต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางจากท่าเรือในอ่าวเปอร์เซียไปใช้ท่าเรือทางเลือก เช่น ฟูไจราห์ของยูเออี

รวมถึงโซฮาร์และซาลาลาห์ของโอมาน ก่อนขนส่งต่อทางบก ส่งผลให้ระยะเวลาการขนส่ง ต้นทุนค่าระวาง และเบี้ยประกันภัยสงครามเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ การเดินเรือในบริเวณอ่าวโอมานยังมีความเสี่ยงจากสถานการณ์ความขัดแย้ง ขณะที่การโจมตีของกลุ่มฮูตีต่อซาอุดีอาระเบียรอบใหม่ยังไม่ถูกรวมอยู่ในสมมติฐานของ IMF จึงถือเป็นปัจจัยเสี่ยงด้านลบเพิ่มเติม

ปี 2570 ลุ้นฟื้นแบบ V-Shape

สำหรับปี 2570 IMF คาดว่าเศรษฐกิจ GCC จะฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว โดย GDP รวมมีโอกาสขยายตัวถึง 9.1% หรือเป็นการฟื้นตัวในลักษณะ V-Shape หากสถานการณ์สงครามคลี่คลายและช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดได้ตามสมมติฐาน

สมมติฐานสำคัญของ IMF คือ ช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดได้ในเดือนมีนาคม 2570 การเดินเรือจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติในไตรมาสแรก และการส่งออกพลังงานจะทยอยกลับสู่ภาวะปกติประมาณกลางปี

การนำเข้าของประเทศ GCC จึงมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าคูเวตจะเพิ่มขึ้น 25.6% กาตาร์ 18.8% บาห์เรน 18.2% ยูเออี 8.6% ซาอุดีอาระเบีย 6.9% และโอมาน 4.1% สะท้อนการเร่งเติมสต็อกสินค้า การซ่อมแซมและฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการกลับมาของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

กำลังซื้อของประชาชนก็มีแนวโน้มฟื้นตัว โดย GDP ต่อหัวในปี 2570 คาดว่าอยู่ที่กาตาร์ 76,453 ดอลลาร์ ยูเออี 59,499 ดอลลาร์ ซาอุดีอาระเบีย 38,111 ดอลลาร์ คูเวต 33,852 ดอลลาร์ บาห์เรน 31,511 ดอลลาร์ และโอมาน 22,801 ดอลลาร์ ขณะที่เงินเฟ้อคาดว่าจะชะลอลงมาอยู่ในช่วง 1.5–3.1% ในทุกประเทศ

อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวดังกล่าวยังอยู่ภายใต้เงื่อนไขสำคัญ เพราะแม้เศรษฐกิจจะขยายตัวแรง แต่เป็นการฟื้นจากฐานที่ต่ำ และระดับผลผลิตของ GCC อาจยังต่ำกว่าแนวโน้มเดิมก่อนเกิดสงครามไปจนถึงปี 2573

ซาอุฯ เสี่ยงทบทวนแผนลงทุน

สำหรับซาอุดีอาระเบีย แม้มีศักยภาพในการฟื้นตัวจากโครงสร้างเศรษฐกิจและเส้นทางส่งออกที่หลากหลาย แต่ยังมีแรงกดดันด้านการคลัง โดยคาดว่าจะขาดดุลงบประมาณประมาณ 4% ของ GDP ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านระบบป้องกันภัยทางอากาศที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้ต้องทบทวนลำดับความสำคัญของโครงการลงทุนภายใต้แผน Vision 2030

ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงสำคัญของเศรษฐกิจ GCC ในปี 2570 ได้แก่ การเปิดช่องแคบฮอร์มุซล่าช้ากว่าคาด สงครามระหว่างซาอุดีอาระเบียกับกลุ่มฮูตียืดเยื้อ และปริมาณสต็อกน้ำมันโลกที่อยู่ในระดับต่ำ หากช่องแคบฮอร์มุซสามารถเปิดได้ในช่วงครึ่งหลังของปีแทนเดือนมีนาคม การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอาจถูกเลื่อนไปถึงปี 2571

ส่งออกไทยปี 2569 ชะลอ แต่ปี 2570 เปิดโอกาสรุกตลาด

สำหรับประเทศไทย สคต.ดูไบประเมินว่า ผลกระทบในปี 2569 จะสะท้อนผ่านทั้งการชะลอตัวของคำสั่งซื้อและต้นทุนโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะตลาดคูเวต กาตาร์ และบาห์เรน ซึ่งได้รับผลกระทบจากสงครามมากกว่าประเทศอื่น

ข้อมูลการส่งออกของไทยไปยังกลุ่ม GCC ในช่วง มกราคม–สิงหาคม 2569 พบว่า มูลค่าการส่งออกโดยรวมลดลง 1.68% แต่แต่ละกลุ่มสินค้ามีทิศทางแตกต่างกัน โดย อัญมณีและเครื่องประดับ ยังขยายตัวสูงและเป็นแรงพยุงการส่งออก ขณะที่ ยานพาหนะ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป หดตัว

ที่น่าสังเกตคือ หากไม่รวมอัญมณีและเครื่องประดับ มูลค่าการส่งออกสินค้าอื่นรวมกันจะหดตัวประมาณ 27.73% สะท้อนว่าโครงสร้างการส่งออกในปีนี้ยังพึ่งพาสินค้าบางกลุ่มในการประคองภาพรวม ขณะที่สินค้าหลักหลายรายการเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อและต้นทุนการขนส่ง

อาหาร–สินค้าจำเป็นยังมีโอกาส

อย่างไรก็ตาม สคต.ดูไบ มองว่า วิกฤตด้านความมั่นคงทางอาหารและการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานกลับสร้างโอกาสให้สินค้าไทยบางกลุ่ม โดยเฉพาะ อาหารและสินค้าจำเป็น เนื่องจากประเทศ GCC มีความต้องการเพิ่มสต็อกสินค้าและสร้างความมั่นคงทางอาหารรองรับภาวะฉุกเฉิน

ผู้ส่งออกไทยจึงควรให้ความสำคัญกับตลาดที่ได้รับผลกระทบน้อยกว่าในปี 2569 เช่น โอมาน ซาอุดีอาระเบียฝั่งทะเลแดง และยูเออี โดยใช้ท่าเรือฟูไจราห์และคอร์ฟากานเป็นทางเลือก รวมทั้งพิจารณาใช้โอมานเป็นฐานกระจายสินค้าไปยังตลาด GCC ในช่วงที่เส้นทางเดินเรือในอ่าวเปอร์เซียยังมีความเสี่ยง

ขณะเดียวกัน ควรผลักดันสินค้าอาหารและสินค้าจำเป็นเข้าสู่การจัดซื้อเพื่อสำรองอาหารของภาครัฐและภาคเอกชนใน GCC ทั้งในรูปแบบ รัฐต่อรัฐ (G2G) และการจัดทำสัญญาจัดหาระยะยาว เพื่อสร้างความแน่นอนของคำสั่งซื้อ

เตรียมรุก GCC ตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2570

สคต.ดูไบเสนอให้ผู้ส่งออกไทยเตรียมแผนการตลาดล่วงหน้า เพื่อรองรับการฟื้นตัวของตลาด GCC ตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2570 โดยเฉพาะ คูเวต กาตาร์ และบาห์เรน ซึ่งเป็นตลาดที่มีแนวโน้มเร่งนำเข้าสินค้าเพื่อเติมสต็อกและฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน หลังสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซคลี่คลาย

กลุ่มสินค้าที่มีโอกาสได้รับประโยชน์ ได้แก่ วัสดุก่อสร้าง รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อาหาร และสินค้าจำเป็น โดยคาดว่าการนำเข้าของกลุ่มประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักจะเพิ่มขึ้นประมาณ 18–26% ในปี 2570

ในด้านการบริหารความเสี่ยง ผู้ส่งออกควรพิจารณาจัดตั้งหรือใช้คลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้าใน โอมานและฟูไจราห์ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน พร้อมกำหนดเงื่อนไขการซื้อขาย เช่น CIF หรือ DAP ให้ระบุความรับผิดชอบและความเสี่ยงจากสงครามอย่างชัดเจน รวมทั้งใช้ L/C เพื่อลดความเสี่ยงด้านการชำระเงิน

จับตาฮอร์มุซ–ฮูตี ปัจจัยชี้ทิศทางการค้าไทย

ทั้งนี้ ผู้ส่งออกไทยควรติดตามสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซและความขัดแย้งในภูมิภาคอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการโจมตีของกลุ่มฮูตีและความเสี่ยงที่ช่องแคบจะเปิดล่าช้ากว่าสมมติฐานของ IMF เพราะหากการเปิดช่องแคบเลื่อนออกไปถึงครึ่งหลังของปี 2570 ต้นทุนโลจิสติกส์และประกันภัยจะยังอยู่ในระดับสูง และการฟื้นตัวของตลาด GCC อาจถูกเลื่อนไปเป็นปี 2571

ดังนั้น ปี 2569 จึงเป็นช่วงที่ผู้ส่งออกไทยต้อง บริหารความเสี่ยงและรักษาตลาด ขณะที่ปี 2570 หากสถานการณ์คลี่คลายตามคาด จะเป็นจังหวะสำคัญในการ เร่งกลับเข้าไปชิงคำสั่งซื้อและขยายตลาด GCC โดยเฉพาะสินค้าอาหาร สินค้าจำเป็น และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานของภูมิภาค

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1257611&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3N7QNc8k1aJhlBRqhIC517