
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลการประเมินของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ณ วันที่ 28 กันยายน 2569 ว่า สถานการณ์อุทกภัยระหว่างวันที่ 25–29 กันยายน 2569 รวม 5 วัน คาดว่าจะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจในกรณีฐานประมาณ 12,283 ล้านบาท หรือราว 0.066% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ทั้งปี

การประเมินครอบคลุม 27 พื้นที่ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร และอีก 26 จังหวัดในภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยกรณีที่สถานการณ์คลี่คลายภายใน 2–3 วัน ประเมินความเสียหายไว้ที่ 5,896 ล้านบาท ส่วนกรณีที่สถานการณ์ยืดเยื้อราว 8–9 วัน ความเสียหายอาจเพิ่มเป็น 20,635 ล้านบาท ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับขอบเขตพื้นที่น้ำท่วมจริงและความสามารถในการชดเชยกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หยุดชะงักภายหลัง
ตัวเลขดังกล่าวยังไม่รวมความเสียหายต่อทรัพย์สิน เช่น ที่อยู่อาศัย ยานพาหนะ และสินค้าคงคลัง รวมถึงผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งจะประเมินได้ชัดเจนหลังน้ำลด ศูนย์พยากรณ์ฯ คาดว่าสถานการณ์จะคลี่คลายภายใน 1 สัปดาห์ หากยืดเยื้อกว่าที่คาดจะทบทวนผลการประเมินอีกครั้ง
เมื่อแยกตามพื้นที่ กรุงเทพฯ ได้รับความเสียหายสูงสุดราว 7,014 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 57% ของความเสียหายทั้งหมด หรือเทียบเท่าราว 0.11% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของกรุงเทพฯ เนื่องจากเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจขนาดใหญ่ และกิจกรรมหลักในภาคการค้าและบริการต้องอาศัยการเดินทางของผู้บริโภคและแรงงาน แม้น้ำท่วมหนักจะกระจุกอยู่ทางฝั่งตะวันออกของเมือง และงานสำนักงานส่วนใหญ่ยังสามารถทำงานจากบ้านได้
ส่วน ปริมณฑล ได้รับความเสียหายราว 1,839 ล้านบาท โดยสมุทรปราการได้รับผลกระทบหนักที่สุดในกลุ่มนี้ ขณะที่ ภาคตะวันออก ได้รับความเสียหายราว 2,976 ล้านบาท โดยชลบุรีเสียหายมากที่สุดราว 2,101 ล้านบาท เนื่องจากน้ำท่วมเริ่มขึ้นก่อนพื้นที่อื่น พัทยามีน้ำท่วมขังสูงเกือบ 1 เมตร และเศรษฐกิจจังหวัดพึ่งพาการท่องเที่ยว ค้าปลีก และโลจิสติกส์ท่าเรือ ซึ่งอ่อนไหวต่อการหยุดชะงักของการเดินทาง
สำหรับจังหวัดอุตสาหกรรมอื่นในพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ได้รับผลกระทบน้อยกว่า เนื่องจากน้ำท่วมมีลักษณะท่วมขังเป็นจุด และยังไม่พบรายงานว่านิคมอุตสาหกรรมแห่งใดต้องหยุดการผลิต ส่วนภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ความเสียหายต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วง 5 วันยังค่อนข้างจำกัด
ศูนย์พยากรณ์ฯ ระบุว่า การบริโภค การท่องเที่ยว และภาคบริการในเขตเมืองเป็นช่องทางที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด น้ำท่วมทำให้การจับจ่ายในห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีก ร้านอาหาร และสถานบริการน้ำมันลดลง รวมถึงทำให้การเดินทางของแรงงานหยุดชะงัก ขณะที่วันหยุดราชการพิเศษวันที่ 28–29 กันยายนในกรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ ส่งผลให้วันทำงานหายไปในพื้นที่ที่มีขนาดเศรษฐกิจรวมกันเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศ
ในภาคตะวันออก น้ำท่วมขังในเมืองพัทยาและพื้นที่ท่องเที่ยวของชลบุรี ทำให้นักท่องเที่ยวยกเลิกหรือเลื่อนการเดินทาง กระทบรายได้โรงแรม ร้านอาหาร และบริการที่เกี่ยวเนื่อง โดยความเสียหายจากกิจกรรมเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่สามารถชดเชยคืนได้ โดยเฉพาะรายได้ของแรงงานรายวันและผู้ประกอบการรายย่อย
อีกช่องทางหนึ่งคือโลจิสติกส์และการกระจายสินค้า ซึ่งได้รับผลกระทบจากถนนสายหลักที่ถูกน้ำท่วม รวมถึงการขนส่งสินค้าไปยังสาขาค้าปลีกในบางพื้นที่ เช่น บางกะปิ มีนบุรี และรังสิต ส่วนภาคการผลิตได้รับผลกระทบทางอ้อมผ่านการเดินทางของแรงงานและการขนส่งวัตถุดิบ มากกว่าความเสียหายต่อโรงงานโดยตรง
ด้านราคาสินค้า เริ่มเห็นการปรับขึ้นของราคาผักสด โดยเฉพาะผักใบอ่อน ซึ่งต้องติดตามต่อเนื่องถึงเทศกาลกินเจระหว่างวันที่ 10–18 ตุลาคม 2569 อย่างไรก็ตาม ศูนย์พยากรณ์ฯ คาดว่าผลต่ออัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะจำกัดและเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว
สำหรับภาคเกษตร ความเสี่ยงสำคัญอยู่ในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ได้แก่ ชัยนาท สิงห์บุรี สุพรรณบุรี และพระนครศรีอยุธยา ซึ่งระดับน้ำยังเพิ่มขึ้นในช่วงที่ข้าวนาปีใกล้เก็บเกี่ยว โดยความเสียหายต่อผลผลิตจะปรากฏชัดเจนหลังน้ำลดและมีการสำรวจพื้นที่จริง
ศูนย์พยากรณ์ฯ ประเมินว่า ความเสียหายกรณีฐานเทียบเท่าราว 0.06% ของ GDP ทั้งปี หรือประมาณ 0.26% ของ GDP ไตรมาส 3/2569 แม้ผลกระทบยังไม่รุนแรงถึงขั้นเปลี่ยนทิศทางเศรษฐกิจทั้งปี แต่เพิ่มแรงกดดันด้านต่ำต่อการขยายตัวในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะหากสถานการณ์น้ำในลุ่มเจ้าพระยายืดเยื้อเข้าสู่ไตรมาส 4
ทั้งนี้ ศูนย์พยากรณ์ฯ เสนอให้ภาครัฐเร่งดำเนินการ 3 ด้าน ได้แก่ ด้านแรก การเยียวยาที่รวดเร็วและตรงกลุ่ม โดยให้น้ำหนักกับแรงงานนอกระบบและผู้ประกอบการรายย่อยในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งไม่ได้รับความคุ้มครองจากระบบประกันสังคม ควบคู่กับมาตรการพักชำระหนี้หรือสินเชื่อฟื้นฟูสำหรับธุรกิจที่ได้รับความเสียหาย ด้านที่สอง การบริหารจัดการน้ำในลุ่มเจ้าพระยาเพื่อลดความเสียหายต่อพื้นที่เกษตรกรรมและนิคมอุตสาหกรรมในภาคกลางตอนล่าง พร้อมเร่งสำรวจความเสียหายด้านการเกษตรเพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือ และด้านที่สาม การดูแลราคาและปริมาณสินค้าจำเป็นอย่างต่อเนื่องจนถึงเทศกาลกินเจ รวมถึงเร่งลงทุนยกระดับระบบระบายน้ำของกรุงเทพฯ
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/867183&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ccdrHZO3SZj2G0MeLluwa

