เศรษฐกิจไทยชะลอตัวภาคเอกชนลดการบริโภค ท่องเที่ยวไม่คึกคัก ฉุดการใช้กลุ่มเบนซิน-ดีเซล-เจ็ท ร่วงยกแผง ชี้ปมร้อนตะวันออกกลางดันมูลค่านำเข้าน้ำมันรวมพุ่งสูงขึ้น 17% ขณะที่สำรองน้ำมัน 104 วัน มีเพียงพอ
นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่า ภาพรวมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศในเดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ 142.62 ล้านลิตร/วัน ลดลงร้อยละ 11.2 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน (YoY) และลดลงร้อยละ 18.2 เมื่อเทียบกับเดือนมีนาคม 2569 (MoM) โดยน้ำมันส่วนใหญ่ปรับตัวลดลง ทั้งกลุ่มเบนซิน กลุ่มดีเซล น้ำมันอากาศยาน LPG และ NGV ขณะที่น้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 20 และน้ำมันดีเซลหมุนเร็วบี 20 ยังคงเติบโตต่อเนื่องจากมาตรการส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพของภาครัฐ โดยมีรายละเอียด ดังนี้
กลุ่มน้ำมันกลุ่มเบนซิน มีปริมาณการใช้อยู่ที่ 29.23 ล้านลิตร/วัน ลดลงร้อยละ 9.5 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยเป็นการลดลงของน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 91 และแก๊สโซฮอล์ 95 น้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 20 มีความต้องการใช้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากมาตรการส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพผ่านการกำหนดส่วนต่างราคาที่จูงใจเมื่อเทียบกับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ส่งผลให้ผู้ใช้รถยนต์ที่รองรับเชื้อเพลิงดังกล่าวหันมาเลือกใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 20 มากขึ้น โดยในเดือนเมษายน 2569 น้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 20 มีปริมาณการใช้ 6.12 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.0 (YoY)
ส่วนน้ำมันกลุ่มดีเซลหมุนเร็ว มีปริมาณการใช้อยู่ที่ 57.00 ล้านลิตร/วัน ลดลงร้อยละ 17.2 ซึ่งสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวลง โดยเฉพาะการบริโภคภาคเอกชนในหมวดสินค้าไม่คงทนและการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง1 ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดาลดลงร้อยละ 18.7 ขณะที่น้ำมันดีเซลหมุนเร็วบี 20 มีความต้องการใช้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากนโยบายส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพและการขยายจำนวนสถานีบริการรองรับรถยนต์ที่สามารถใช้น้ำมันดังกล่าวได้ โดยน้ำมันดีเซลหมุนเร็วบี 20 มีปริมาณการใช้ 1.04 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมีนาคม 2569 ที่มีปริมาณการใช้อยู่ที่ 0.01 ล้านลิตร/วัน ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ด้านน้ำมันอากาศยานเชิงพาณิชย์ (Jet A1) มีปริมาณการใช้อยู่ที่ 17.04 ล้านลิตร/วัน ลดลงร้อยละ 2.5 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน (YoY) สอดคล้องกับการลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวในเดือนเมษายน 2569 ที่มีจำนวน 2.37 ล้านคน หดตัวลงร้อยละ 7 เมื่อเทียบกับปีก่อน ประกอบกับสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทำให้ราคาเชื้อเพลิงปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลต่อต้นทุนการดำเนินงานและราคาบัตรโดยสารที่ปรับตัวสูงขึ้น จึงส่งผลต่อความต้องการการเดินทางทางอากาศ
ด้านน้ำมันเตามีปริมาณการใช้อยู่ที่ 5.18 ล้านลิตร/วัน ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.6 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน (YoY) สอดคล้องกับภาคการผลิตและการส่งออกของไทยที่ยังขยายตัวได้ดี
ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) มีปริมาณการใช้อยู่ที่ 17.76 ล้านกก./วัน ลดลงร้อยละ 4.4 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยมีสาเหตุหลักมาจากความต้องการใช้ในภาคปิโตรเคมีที่ปรับตัวลดลงร้อยละ 9.8 รองลงมาเป็นภาคขนส่งที่ลดลงร้อยละ 2.3 และภาคครัวเรือนที่ลดลงร้อยละ 1.0 ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมยังขยายตัวได้ดีโดยเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 7.6
สำหรับก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ มีปริมาณการใช้อยู่ที่ 2.03 ล้านกก./วัน ลดลงร้อยละ 23.0 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยปริมาณการใช้ยังคงมีแนวโน้มหดตัวอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับจำนวนสถานีบริการ NGV ที่ทยอยลดลง ทั้งนี้ ณ วันที่ 30 เมษายน 2569 มีสถานีบริการ NGV เปิดให้บริการทั่วประเทศ 258 แห่ง ลดลง 20 แห่ง เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน
นายสราวุธ กล่าวถึง ปริมาณการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ที่ 834,782 บาร์เรล/วัน ลดลงร้อยละ 26.4 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยน้ำมันดิบมีการนำเข้าลดลงร้อยละ 24.9 ขณะที่น้ำมันสำเร็จรูปมีการนำเข้าลดลงร้อยละ 27.5 ทั้งนี้มูลค่าการนำเข้ารวม 103,150 แสนล้านบาท สูงขึ้นกว่าปีก่อนร้อยละ 17 อันเนื่องมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนการนำเข้าที่เพิ่มสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีการนำเข้าน้ำมันดิบจากแหล่งตะวันออกไกลและแหล่งอื่นๆ เพิ่มมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าจากแหล่งตะวันออกกลาง โดยปริมาณการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปอยู่ที่ 94,190 บาร์เรล/วัน ลดลงร้อยละ 41.1 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน (YoY) ทั้งนี้ เป็นผลมาจากมาตรการระงับการส่งออกไปนอกราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 2/2569 เพื่อป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศ
ด้านความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทยในด้านน้ำมันเชื้อเพลิงถือว่าอยู่ในระดับที่เข้มแข็ง โดยมีปริมาณน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้รวมแล้วไม่น้อยกว่า 104 วัน โดยบปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ (รวม 46 วัน)
แบ่งเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย: มีปริมาณ 3,385 ล้านลิตร (รวมน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป) ซึ่งสำรองไว้เพื่อใช้ในยามฉุกเฉินเท่านั้น โดยเพียงพอสำหรับใช้ได้ 25 วันและน้ำมันสำรองเพื่อการค้า: มีปริมาณ 2,193 ล้านลิตร (รวมน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป) เพียงพอสำหรับใช้ได้ 21 วัน.
ขณะที่ปริมาณน้ำมันที่อยู่ระหว่างการจัดหาและขนส่ง (รวม 58 วัน) แยกเป็นน้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง ส่วนใหญ่เป็นน้ำมันดิบปริมาณ 4,409 ล้านลิตร ซึ่งเพียงพอสำหรับ 35 วัน โดยมีการขนส่งผ่านเส้นทางสำคัญ เช่น ช่องแคบฮอร์มุซ (Hormuz), ช่องแคบบับเอลมันเดบ (Bab-Al Mandab) และจากภูมิภาคตะวันออกไกล/โอเชียเนีย. และน้ำมันที่ยืนยันการจัดหาแล้ว: เป็นน้ำมันดิบที่รอการขนส่งปริมาณ 2,868 ล้านลิตร ซึ่งเพียงพอสำหรับ 23 วัน โดยมีการจัดหาจากแหล่งต่างๆ เช่น อเมริกา และแอฟริกาตะวันตก
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/45037&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pLjeBeoWD4I6dkWLCUp0S

