สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีฝ่ายค้านวิพากษ์วิจารณ์การ “ออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท” เป็นการ “ตีเช็คเปล่า” ว่า “คงไม่ใช่การตีเช็คเปล่า แต่อาจจะเป็นแบบที่เขาไม่คุ้นเคย ที่ผ่านมารัฐบาลบางยุคจะกู้เงินมาทำโครงการ แต่ครั้งนี้เงินจะลงไปถึงประชาชนทั้งหมด ไม่ได้มาในรูปแบบจะทำถนนเส้นนั้นเส้นนี้ เป็นรูปแบบที่เขาไม่เคยทำ จึงทำให้เขาสงสัย นายกรัฐมนตรีพูดชัดเจนว่า 2 แสนล้านบาทจะไปช่วยประชาชน ลดภาระค่าใช้จ่าย ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำมันแพง โดยเงินจะอุดหนุนไปที่ตัวประชาชน โดยจะดำเนินการผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส ส่วนรายละเอียดขอให้รอกระทรวงการคลัง”
ส่วนอีก 2 แสนล้านบาท จะช่วยประชาชนลดภาระสำหรับการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานฟอสซิล มาใช้พลังงานสะอาด รัฐจะไปช่วยสนับสนุน อาจจะมาในรูปแบบช่วยดอกเบี้ยคนละครึ่ง หรือช่วยติดโซลาร์รูฟท็อป
ที่ผ่านมากู้เงินมาก้อนหนึ่งมาทำถนน ทำนู่น ทำนี่ ทำนั่น แต่ครั้งนี้ไม่ใช่ เงินทั้งหมดที่กู้มาจะไปถึงประชาชนทั้งหมด
สำหรับประเด็นที่ฝ่ายค้านตั้งคำถามถึง “ความฉุกเฉิน–จำเป็น–เร่งด่วน” สิริพงศ์ กล่าวว่า “ขณะนี้งบกลางที่เหลืออยู่ต้องสำรองไว้สำหรับเรื่องความมั่นคง และเม็ดเงินไม่เพียงพอ กว่างบประมาณปี 70 จะใช้ได้ก็เดือน ต.ค.69 สถานการณ์วันนี้คำถามคือ ประชาชนได้รับผลกระทบแล้วหรือยัง เดือดร้อนหรือยัง สมควรที่จะทำหรือยัง ถ้าเกิดประชาชนได้รับผลกระทบแล้ว ไม่รู้สถานการณ์จะจบเมื่อไหร่ มันก็เป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการ”
เมื่อถามว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อ 4 แสนล้านบาทที่กู้มาหมดไป จะต้องกู้เพิ่มหรือไม่ สิริพงศ์ กล่าวว่า “เดี๋ยวมาว่ากันอีกครั้ง วันนี้เราบริหารต่อสถานการณ์นี้ และเชื่อว่า 2 แสนล้านบาท สำหรับ ‘การเปลี่ยนผ่านพลังงาน’ แม้สถานการณ์ยืดยาวแต่ประชาชนลดการใช้พลังงานอย่างมีนัยสำคัญ เท่ากับลดรายจ่ายได้โดยตรง ลดการพึ่งพาพลังงานแบบเก่า ประชาชนจะสัมผัสได้ ต่อให้สถานการณ์จะยืดยาวก็ตาม ที่สำคัญคือ ต้องทำให้ทัน หากส่งผลถึงประชาชนในมุมกว้างจะช่วยประชาชนในระยะยาว”
ส่วนกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ จะยื่นศาลรัฐธรรมนูญนั้น สิริพงศ์ กล่าวว่า “เป็นสิทธิของเขา แต่คิดว่า สิ่งที่นายกฯนำเสนอและฝ่ายกฎหมายรัฐบาลพิจารณาเข้าเงื่อนไขในการออก พ.ร.ก.ทุกข้อ”
แจง ‘แลนด์บริดจ์’ ใช้ PPP เปิดเอกชนร่วมลงทุน ชี้คุ้มค่ากว่า ‘คลองไทย’
ส่วนความคืบหน้าการศึกษา “โครงการแลนด์บริดจ์” ของคณะกรรมการชุดที่มีเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เป็นประธานนั้น มีข้อพิจารณาว่าจะนำผลการศึกษาของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) มาประกอบการตัดสินใจด้วยหรือไม่
เรื่องนี้ รมช.คมนาคม ชี้แจงว่า “รัฐบาลจะนำรายงานของ สนข. เข้ามาประกอบการพิจารณาร่วมด้วย เนื่องจากที่ผ่านมา สนข. ได้มีรายงานฉบับเดิมและรายงานฉบับใหม่ ซึ่งรายงานฉบับใหม่ได้นำที่ปรึกษาเอกชนมาช่วยในการศึกษาด้วย”
ที่ผ่านมาโครงการแลนด์บริดจ์อาจจะพูดถึงเพียงระบบรางเท่านั้น แต่ไม่ได้พูดถึงระบบท่อขนส่งน้ำมันและก๊าซ เรื่องนี้จะช่วยลดระยะเวลาในการขนส่งอย่างมีนัยสำคัญ เพราะเดิมทีเรามีการขนส่งน้ำมันและก๊าซเฉพาะฝั่งตะวันออก แต่ถ้ามีโครงการดังกล่าวเราจะมีในฝั่งตะวันตกด้วย ซึ่งผลการศึกษาล่าสุดจะทำให้เห็นประโยชน์ของท่าเรือน้ำลึก การขนส่งที่เชื่อมโยงกันได้มากขึ้น
ส่วนข้อเสนอให้ทำ “เฟสย่อย” ของโครงการแลนด์บริดจ์ โดยเริ่มจากท่าเรือบางฝั่งก่อน รัฐบาลจะตัดสินใจอย่างไร สิริพงศ์ กล่าวว่า “ข้อเสนอต่างๆ มีความเป็นไปได้ทั้งหมด เนื่องจากการลงทุน รัฐไม่ได้เป็นผู้ลงทุนแต่ฝ่ายเดียว แต่เป็นการร่วมลงทุนกับภาคเอกชน (การลงทุนแบบ PPP) โดยการลงทุนของภาคเอกชน รัฐบาลไม่ได้กำหนดว่าจะเป็นการลงทุนเฉพาะต่างชาติหรือนักลงทุนจากไทย ซึ่งเป็นเอกชนรายใดก็ได้ ทั้งไทยและต่างประเทศที่มีความสนใจในโครงการนี้ โดยเอกชนจะเข้ามาศึกษารายละเอียดและความเป็นไปได้ สิ่งที่รัฐบาลจะพิจารณา เมื่อดูตัวเลขทั้งหมด รัฐบาลจะกำหนดรูปแบบของการลงทุนแบบ PPP ว่าการลงทุนจะเป็นรูปแบบไหน”
การลงทุนจะเป็นรูปแบบไหน รัฐบาลไม่ได้ตัดสินใจโดยลำพัง จะต้องมีทั้งบริษัทที่ปรึกษา ผู้ที่สนใจลงทุน มาดำเนินการศึกษาเรื่องนี้ร่วมกัน ซึ่งเราก็ฟังข้อเสนอของทุกฝ่าย
เมื่อถามถึงข้อกังวลที่หากโครงการแลนด์บริดจ์ไม่คุ้มทุน จะมีการขุด “คลองไทย” เพื่อเชื่อมสองฝั่งทะเล เหมือน “โครงการคลองปานามา” หรือไม่ สิริพงศ์ กล่าวว่า “คงไม่มีการดำเนินการในรูปแบบนั้น เนื่องจากผลการศึกษาที่ออกมาพบว่าโครงการคลองไทยใช้งบประมาณมากกว่าโครงการแลนด์บริดจ์หนึ่งเท่าตัว”
โครงการแลนด์บริดจ์ใช้เงินลงทุนประมาณ 9 แสนล้านบาท ส่วนโครงการคลองไทยใช้เงินลงทุน 2 ล้านล้านบาท เมื่อดูความคุ้มค่าและผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ จากการศึกษาพบว่า โครงการแลนด์บริดจ์ มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (FIRR) ดีกว่า
เมื่อถามย้ำว่า โครงการคลองไทยเป็นการปิดประตูไปเลยใช่หรือไม่ สิริพงศ์ กล่าวว่า “ณ วันนี้เท่าที่ดู เมื่อเปรียบเทียบกันระหว่างสองโครงการ โครงการแลนด์บริดจ์มีความคุ้มค่ามากกว่า และถ้าต้องเลือกโครงการคลองไทย ถือว่าเป็นทางเลือกสุดท้าย เพราะมีความคุ้มค่าน้อยกว่า”
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spacebar.th/politics/siripong-defends-400-billion-loan-as-direct-support-to-people&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rFq2tc2JYbQWw3JuOBmwX

