• Wed. May 6th, 2026

ผู้เชี่ยวชาญชี้ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ดันเศรษฐกิจแค่ 0.2% ไม่พอพยุงระยะยาว

ผู้เชี่ยวชาญชี้-‘ไทยช่วยไทยพลัส’-ดันเศรษฐกิจแค่-0.2%-ไม่พอพยุงระยะยาวผู้เชี่ยวชาญชี้ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ดันเศรษฐกิจแค่ 0.2% ไม่พอพยุงระยะยาว
ผู้เชี่ยวชาญชี้ 'ไทยช่วยไทยพลัส' ดันเศรษฐกิจแค่ 0.2% ไม่พอพยุงระยะยาว

โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” หรือคนละครึ่งพลัส เฟส 2 กำลังจะเริ่มต้นขึ้น โดยภาครัฐจะช่วยจ่าย 60% ประชาชนร่วมจ่าย 40% วงเงินรวม 4,000 บาทต่อคน และการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 4,000 บาท โดยรัฐสนับสนุนเต็ม 100% ครอบคลุมผู้มีรายได้น้อยราว 13.2-14 ล้านคน รวมผู้ได้รับประโยชน์ทั้งหมดกว่า 33-44 ล้านคน โดยมีแผนเริ่มใช้จ่ายช่วงเดือนมิถุนายนถึงกันยายน 2569

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ประเมินว่า การเพิ่มสัดส่วนรัฐช่วยจ่ายเป็น 60% จะช่วยให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเพิ่มขึ้นมากกว่ามาตรการคนละครึ่งเดิม โดยคาดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ราว 0.2% จากเดิมที่ทำได้ประมาณ 0.1% แม้ตัวเลขจะไม่สูงมาก แต่ถือเป็นการขยับในทิศทางบวก

อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดสำคัญอยู่ที่ฐานะการคลังของรัฐบาล เนื่องจากรายได้จากการจัดเก็บภาษียังต่ำกว่าเป้าหมาย โดยคาดว่าเก็บได้ราว 3.3 ล้านล้านบาทต่อปี ส่งผลให้การดำเนินโครงการขนาดใหญ่อาจต้องพึ่งพาการกู้เงินเพิ่มเติม ซึ่งล่าสุดรัฐบาลเตรียมออก พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท อาจกระทบต่อพื้นที่งบประมาณสำหรับการลงทุนพัฒนาในระยะยาว

อีกประเด็นที่น่ากังวลคือ การส่งผ่านประโยชน์ของมาตรการไปยังผู้บริโภคอาจไม่เต็มที่ หากรัฐบาลไม่เข้าไปกำกับดูแล “ค่าการตลาด” หรือส่วนต่างราคาสินค้าในห่วงโซ่อุปทาน ยกตัวอย่างว่า แม้ราคาวัตถุดิบต้นนํ้าบางรายการปรับลดลง แต่ราคาสินค้าปลายทางกลับไม่ลดลงตาม สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทำให้ผู้บริโภคไม่ได้รับประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วย

“รัฐควรเข้ามาดูความเหมาะสมของราคาสินค้า โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนจริง ไม่เช่นนั้นมาตรการกระตุ้นก็อาจไม่เกิดผลเต็มที่” ดร.อัทธ์ กล่าว

ผู้เชี่ยวชาญชี้ 'ไทยช่วยไทยพลัส' ดันเศรษฐกิจแค่ 0.2% ไม่พอพยุงระยะยาว

ด้านนายเกรียงไกร เธียรนุกุล อดีตประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) มองว่า มาตรการดังกล่าวช่วยกระตุ้นกำลังซื้อได้ในระยะสั้น และช่วยบรรเทาค่าครองชีพของประชาชนในช่วง 4 เดือน แต่ไม่เพียงพอที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว ทั้งนี้การกระตุ้นเศรษฐกิจที่แท้จริงต้องสร้างงานและสร้างโอกาสใหม่ควบคู่กันไป ไม่ใช่เพียงอัดเงินเข้าระบบชั่วคราว รัฐบาลต้องเร่งใช้งบประมาณด้านการลงทุนและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจควบคู่กัน

สะท้อนภาพเดียวกับสถานการณ์ภาคอุตสาหกรรมไทยที่ยังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน โดยเฉพาะต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากราคาพลังงานและวัตถุดิบนำเข้า ขณะที่กำลังซื้อในประเทศยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ส่งผลให้โรงงานจำนวนหนึ่งเริ่มทยอยปิดกิจการ และหลายแห่งต้องลดกำลังการผลิตลง อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบหนัก ได้แก่ กลุ่มแปรรูป เช่น พลาสติก ที่ต้องเผชิญต้นทุนวัตถุดิบสูง ขณะที่ไม่สามารถปรับขึ้นราคาสินค้าได้ตามต้นทุน รวมถึงอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ใช้พลังงานเข้มข้น ซึ่งต้องแบกรับต้นทุนแร่และโลหะที่ปรับตัวสูงขึ้น

นอกจากนี้ ยังต้องเผชิญการแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาถูก โดยเฉพาะจากจีนที่มีต้นทุนต่ำกว่า ส่งผลให้ผู้บริโภคหันไปเลือกสินค้านำเข้าแทนสินค้าในประเทศ ทำให้ภาคการผลิตไทยเผชิญความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากสถานการณ์ต้นทุนสูงและกำลังซื้ออ่อนแอยังยืดเยื้อ จะมีโรงงานทยอยปิดตัวเพิ่มขึ้นอีก โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ไม่สามารถแบกรับต้นทุนได้

ทั้งนี้ แม้มาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ทั้งนักวิชาการและภาคเอกชนต่างเห็นตรงกันว่า การแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องดำเนินการเชิงโครงสร้างควบคู่ ทั้งการควบคุมต้นทุนสินค้า การสร้างงาน การเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และการเร่งปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถฟื้นตัวได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/658311&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1u7jxRzMdksv3qa1NAzn5T