• Sun. May 3rd, 2026

เดิมพันประเทศด้วยฝีมือ ‘รัฐบาล’ ดัน’แลนด์บริดจ์’ขุมทรัพย์หรือขายฝัน

เดิมพันประเทศด้วยฝีมือ-‘รัฐบาล’-ดัน’แลนด์บริดจ์’ขุมทรัพย์หรือขายฝันเดิมพันประเทศด้วยฝีมือ ‘รัฐบาล’ ดัน’แลนด์บริดจ์’ขุมทรัพย์หรือขายฝัน

“ด้วยขนาดของโครงการที่มีการลงทุนในวงเงินมหาศาล เกี่ยวพันในหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ความมั่นคง และสิ่งแวดล้อม รัฐบาลจึงถูกมองด้วยความกังขา และถูกตั้งคำถามว่าทำไมถึงต้องเร่งดำเนินการ”

ผู้นำหลายประเทศมองการเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์โลกและความผันผวนของเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใจจดใจจ่อ

สิ่งที่สำคัญคือการส่งสัญญาณให้คนในชาติของตนเองตระหนักรู้ว่าต้องใช้ชีวิตอย่างไร เพื่อลดแรงกระแทกที่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายปี และเตรียมยุทธศาสตร์ระยะยาวรองรับอย่างเป็นระบบ

 ในส่วนของไทย รัฐบาล ย้ำเสมอว่า ในวิกฤตคือโอกาส ขอให้เชื่อมือในทีมงานมืออาชีพที่จะนำพาประเทศผ่านพ้นปัญหาดังกล่าวไปได้  ทำให้แผนงาน โครงการ ที่รัฐบาลได้กำหนดไว้ตั้งแต่หาเสียงเลือกตั้ง ถูกหยิบขึ้นมาขับเคลื่อนท่ามกลางความกังวลใจของหลายภาคส่วนว่าจะมีผลต่อเนื่องไปถึงวิกฤตงบประมาณในอนาคตหรือไม่

เป็นที่ชัดเจนว่า ตลอดเดือนนี้ “รัฐบาล” จะผลักดันโครงการ กฎหมาย ซึ่งมีทั้งฝ่ายที่สนับสนุนและต่อต้าน แต่สุดท้ายแล้วเชื่อว่าโครงการหรือกฎหมายเหล่านั้นจะได้รับการผลักดันจนประสบความสำเร็จ ด้วยองค์ประกอบของเสียงในสภาที่แข็งแรงเพียงพอ

โดยการประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่ 5 พ.ค.นี้ กระทรวงการคลังเตรียมเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายปี 69 และ พ.ร.ก.กู้เงิน ขณะที่สัปดาห์ถัดไปจะเสนอมาตรการไทยช่วยไทยพลัส ที่มีโครงการคนละครึ่งพลัสรวมอยู่ด้วย หลังจากผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจก่อน 

ประมาณการว่า ไทยช่วยไทยพลัส รัฐต้องจ่ายเงินเดือนละอย่างต่ำ 34,000 ล้านบาท 4 เดือน เม็ดเงินหมุนรอบแรก 1.36 แสนล้านบาท มีแนวโน้มสูงว่าส่วนหนึ่งอาจต้องใช้วงเงินจาก พ.ร.ก.กู้เงิน ที่คาดหมายว่าจะกู้ประมาณ 4 แสนล้านบาท จึงถือเป็นเงินก้อนใหญ่ที่ใช้เพื่อช่วยในเรื่องค่าครองชีพของประชาชน และเป็นประชานิยมที่เลิกไม่ได้ เป็นเหมือนยุทธวิธีทางการเมืองที่ใช้หล่อเลี้ยงกระแสความนิยมไปในคราวเดียวกัน 

ที่สำคัญคือ การดำเนินนโยบายดังกล่าวอาจสุ่มเสี่ยงที่จะสวนทางกับ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง ซึ่ง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ย้ำหลายครั้งในหลักการบริหารงานของตนเองและรัฐบาล

ในขณะที่ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก็กำลังเจอกับมรสุม ดรามาทุเรียน จากการทำงานแบบหลุดกรอบการบริหารงานแบบเดิมๆ ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าแนวทางดังกล่าวจะช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนทุเรียนที่กำลังจะเจอกับภาวะทุเรียนล้นตลาดได้แค่ไหน

เลยไปถึงการตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการแก้ไขปัญหาไม่ตรงจุด ทำกลไกราคาตลาดเสียหาย พร้อมตั้งคำถามว่าจะใช้วิธีการลักษณะนี้ในการช่วยชาวสวนผลไม้อื่นที่เจอกับปัญหาราคาตกต่ำหรือไม่

แต่นั่นก็เป็นเพียงยกแรกในการทำงานสไตล์แบบเอกชน และมองช่องทางทดลองในการสร้างพื้นที่แก้ไขปัญหาในแบบอื่นๆ ที่แตกต่างจากในอดีต ซึ่งทุกปีเรามักเห็นรัฐบาลแก้ไขปัญหาเรื่องสินค้าเกษตรราคาตกต่ำด้วยการใช้งบประมาณในการประกันราคา อุดหนุน ช่วยเหลือ เยียวยา เป็นสูตรสำเร็จทุกครั้ง 

สำหรับนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ออกมาการันตีว่า “รมต.ศุภจี” จะรับมือมรสุมที่เกิดขึ้นได้ และไม่มีท้อ แสดงออกถึงความเชื่อมั่นว่า รมต.คนนอกที่ดึงเข้ามาจะฝ่ากระแสดรามาและสร้างผลงานให้กับรัฐบาลได้ และน่าจะเป็นไพ่ใบสุดท้ายในการพยุงรัฐบาลที่หัวทิ่มจากปมการเมืองเรื่องผลประโยชน์ 

อย่างไรก็ตาม นอกจากมาตรการและโครงการเฉพาะหน้าที่เตรียมทยอยออกมาแล้ว ยังมี “เมกะโปรเจกต์ใหญ่” อย่าง “แลนด์บริดจ์” ที่รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยเร่งผลักดันในลำดับต่อไป และกำลังถูกจับตามองว่าเป้าหมายในการดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ สร้างโอกาสใหม่ๆ ให้ประเทศนั้น จะเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่

หลายรัฐบาลได้ให้หน่วยงานภาครัฐศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการอย่างต่อเนื่อง มีการ “โรดโชว์” ดึงนักลงทุนที่สนใจลงทุนอยู่ตลอด แต่เมื่อเปลี่ยนรัฐบาล โครงการดังกล่าวก็ถูกพับเก็บไป เมื่อรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารก็ตั้งเรื่องเปิดประเด็น โยนหินถามทาง กันอีกรอบ    

ล่าสุด นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า เตรียมลงพื้นที่วันที่ 8 พฤษภาคมนี้ เพื่อระดมความคิดเห็น ฟังเสียงของคนในพื้นที่ 

โดยขั้นตอนต่อไปจะนำข้อมูลมาประมวลกับผลศึกษาเดิม ซึ่งจะดำเนินการควบคู่ไปกับการเร่งเสนอร่าง พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (พ.ร.บ. SEC) ต่อ ครม.ภายในไตรมาส 3 เมื่อ ครม.อนุมัติแล้วจะนำเสนอต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป ทั้งนี้ ตั้งเป้าจะเริ่มก่อสร้างได้ภายในปี 2573

สำหรับโครงการ แลนด์บริดจ์ ในรัฐบาลชุดนี้ ใช้ผลการศึกษาของสำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร วางโมเดลพัฒนาท่าเรือน้ำลึก 2 ฝั่งทะเล และมีโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงการขนส่งสินค้าระหว่างกันด้วยระบบราง และทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) ภายใต้แนวคิด “One Port Two Side” และการพัฒนาพื้นที่หลังท่าด้วยอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องและกิจกรรมเชิงพาณิชย์

โดยได้คัดเลือกจุดก่อสร้างท่าเรือทั้ง 2 ฝั่งคือ บริเวณแหลมริ่ว ต.บางน้ำจืด อ.หลังสวน จ.ชุมพร และแหลมอ่าวอ่าง ต.ราชกรูด อ.เมืองฯ จ.ระนอง ที่สามารถรองรับตู้สินค้าได้ฝั่งละ 20 ล้านทีอียู (ตู้คอนเทนเนอร์ขนาดยาว 20 ฟุต)

ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ โดยนายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และรองหัวหน้าพรรค ยื่นญัตติด่วนถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอที่ประชุมสภาพิจารณาจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา พร้อมตั้งข้อสังเกตว่านโยบายดังกล่าวไม่ได้ปรากฏในนโยบายของพรรคภูมิใจไทยในการหาเสียง และยังไม่ได้ปรากฏในคำแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา แต่รัฐบาลกลับให้ความสำคัญ และอ้างว่าเป็นโครงการระดับประเทศที่พร้อมผลักดัน ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์มีความกังวล

“บริษัทเดินเรือก็สะท้อนมายังพรรคประชาธิปัตย์ว่า แม้รัฐบาลจะสร้างแลนด์บริดจ์แล้วเสร็จก็ไม่คุ้มค่าที่จะมาใช้บริการ เพราะไม่สามารถประหยัดเวลาได้เท่ากับการผ่านช่องแคบมะละกา และการใช้แลนด์บริดจ์ยังต้องขนย้ายสินค้าขึ้นลงจากเรือหลายต่อ ซึ่งเป็นภาระและเงื่อนไขเวลา รวมถึงยังมีภาระค่าใช้จ่ายอีก ดังนั้นโครงการนี้จึงมีความสุ่มเสี่ยงว่าจะถูกทิ้งร้าง เอกชนไม่ใช้บริการ จึงควรให้สภาผู้แทนราษฎรร่วมกันพิจารณา” นายกรณ์ระบุ

               นอกจากนั้นยังมีเสียงต้านจากนักอนุรักษ์ที่มองว่าการสูญเสียพื้นที่ทางธรรมชาติทางทะเลที่ประเมินค่าไม่ได้ ไม่คุ้มกับโครงการที่ได้มา 

               ที่สำคัญคือ ความกังวลว่าพื้นที่ตรงนั้นจะกลายเป็นเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ของมหาอำนาจ ที่จะมีการช่วงชิงพื้นที่การนำระหว่างกัน เลยไปถึงพันธมิตรในภูมิภาคที่เสียประโยชน์จากโครงการดังกล่าวจะมีท่าทีอย่างไร 

               และด้วยขนาดของโครงการที่มีการลงทุนในวงเงินมหาศาล เกี่ยวพันในหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ความมั่นคง และสิ่งแวดล้อม “รัฐบาล” ถูกมองด้วยความกังขา และถูกตั้งคำถามว่าทำไมถึงต้องเร่งดำเนินการ 

               ดังนั้นการสื่อสารเพื่อชี้ให้เห็นความจำเป็นและโอกาสที่เป็นไปได้ พร้อมรับประกันว่าไม่เป็นภาระในภายภาคหน้ากับประเทศหากโครงการไปไม่รอด รวมถึงไทม์ไลน์ขั้นตอนต่างๆ เป็นสิ่งที่ต้องทำให้เกิดความชัดเจนตั้งแต่ต้น

               โดยเฉพาะนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ เป็นแกนนำพรรคภูมิใจไทยที่ดูแลพื้นที่ภาคใต้ เป็นผู้รับผิดชอบการขับเคลื่อนโครงการ ย่อมถูกมองว่าหวังผลทางการเมือง หรือมีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่

ยิ่งล่าสุดเกิดประเด็นดรามากับ รมต.พรรคเดียวกัน หลังผู้สื่อข่าวที่ถามถึงประเด็นที่ “วราวุธ ศิลปอาชา” ห่วงผลกระทบสิ่งแวดล้อมถ้าไม่ศึกษาอย่างรอบคอบ โดยโต้กลับว่า คงลืมไปว่าตัวเองเป็น รมว.อุตสาหกรรม ไม่ใช่กระทรวงทรัพยากรฯ พร้อมกับปิดไมค์แล้วเดินออกไปจากโต๊ะแถลงข่าวทันที

ตอกย้ำความเป็น รมต.สายล่อฟ้า ที่เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์และตั้งข้อสงสัยในมาตรการแก้ปัญหาน้ำมันแพง ช่วงต้นของเหตุการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง โดยไปผูกโยงภูมิหลังเดิมในการทำธุรกิจปั๊มน้ำมัน 

ไม่เท่านั้น ยังมีการขยับตัวของเครือข่ายประชาชน 14 จังหวัดภาคใต้ ประกาศรวมพลังต้านโครงการ และ พ.ร.บ.ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) เพราะกังวลว่าต่างชาติจะฮุบที่ดิน 99 ปี ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิต โดยมุ่งเน้นเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนแผนพัฒนาให้ตรงจุด

เชื่อว่า “แลนด์บริดจ์” จะกลายเป็นเผือกร้อนของ “รัฐบาล” เพราะกว่าจะตกผลึกและเริ่มนับหนึ่งได้ต้องผ่านหลายขั้นตอนและใช้เวลา แต่ที่สำคัญที่สุดคือ “ฉันทามติ” ของคนในสังคมที่ออกมาว่าจะไปในทิศทางไหนด้วย

จึงต้องดูอีกสักระยะว่ารัฐบาลจะแสดงท่าทีเอาจริงเอาจัง ผลักดันสุดตัว หรือใส่เกียร์ถอย ลบกระแสต้านที่กำลังใช้ประเด็นนี้เป็นเชื้อไฟในการรวมตัวของฝ่ายต่อต้าน.

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/dominate-the-situation-news/989555/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sAtXFoNaPB4HymEsf-X0S