ดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนเมษายน 2569 ปรับตัวลดลงในทุกตัวชี้วัด สะท้อนความกังวลของประชาชนต่อปัญหาปากท้องและค่าครองชีพที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ประชาชนมีความเชื่อมั่นต่อการบริหารงานของรัฐบาลลดลง ในขณะที่ผลงานของพรรคฝ่ายค้านกลับได้รับคะแนนประเมินสูงสุด
มหาวิทยาลัยสวนดุสิต โดยสวนดุสิตโพล ได้เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศผ่านทางออนไลน์และภาคสนาม จำนวน 2,214 คน ระหว่างวันที่ 27-30 เมษายน 2569 ในหัวข้อ ‘ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนเมษายน 2569’ พบว่า คะแนนภาพรวมของดัชนีการเมืองไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 3.79 คะแนน ซึ่งลดลงจากเดือนมีนาคม 2569 ที่เคยได้ 3.89 คะแนน
เมื่อพิจารณาในรายละเอียดพบว่า ตัวชี้วัดที่ได้รับคะแนนประเมินสูงสุดคือผลงานของฝ่ายค้าน ซึ่งได้คะแนนเฉลี่ย 4.31 คะแนน ส่วนตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำสุดคือการแก้ปัญหายาเสพติดและผู้มีอิทธิพล ที่ได้คะแนนเฉลี่ยเพียง 3.22 คะแนน
บทบาทนักการเมือง ฝ่ายรัฐบาล ‘อนุทิน’ รั้งที่ 1 ขณะ ‘อภิสิทธิ์’ ขึ้นแซง ‘รักชนก-ณัฐพงษ์’
ในส่วนของการประเมินบทบาทของนักการเมือง พบว่า นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่มีความโดดเด่นมากที่สุดคือ อนุทิน ชาญวีรกูล ที่ 39.07% ตามมาด้วย ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ที่ 28.22% ศุภจี สุธรรมพันธุ์ อยู่ที่ 17.01% เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ 9.78% และสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว 5.92%
ทางด้านนักการเมืองฝ่ายค้าน บุคคลที่มีบทบาทโดดเด่นที่สุดคือ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ 27.82% รองลงมาคือ รักชนก ศรีนอก ที่ 23.25% ตามด้วย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ 17.24% รังสิมันต์ โรม 16.07% และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า 15.62%
ขอรัฐบาลแก้ปัญหาปากท้องเร่งด่วนสุด
นอกจากนี้ ประชาชนได้ส่งข้อเสนอแนะถึงรัฐบาล โดยสิ่งที่ต้องการให้เร่งดำเนินการมากที่สุดคือการแก้ปัญหาปากท้องและลดภาระค่าครองชีพ สูงถึง 49.82% ตามด้วยการลดค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมัน 31.03% และขอให้รัฐบาลตั้งใจทำงาน พัฒนาประเทศตามที่หาเสียงไว้ 19.15%
ขณะที่ความคาดหวังต่อการทำงานของฝ่ายค้าน คือการทำหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตและการใช้งบประมาณของรัฐบาล ที่ 44.37% รองลงมาคือ ขอให้ฝ่ายค้านตั้งใจปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ ยึดมั่นในหลักการ 34.57% และเป็นปากเสียงให้ประชาชน 21.06%
ดัชนีดิ่งลงทุกมิติ สะท้อนรัฐบาลขาดทางแก้เป็นรูปธรรม
ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล วิเคราะห์ผลสำรวจดังกล่าวว่า การที่ดัชนีการเมืองไทยลดลงในทุกตัวชี้วัด แสดงให้เห็นว่าประชาชนไม่ได้มีความกังวลจำกัดอยู่เพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่เป็นการประเมินภาพรวมที่ครอบคลุมทั้งการเมือง การบริหารประเทศ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิต ซึ่งประชาชนมองว่ายังไม่เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะตัวชี้วัดด้านเศรษฐกิจและปากท้องที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ สิ่งนี้เป็นโจทย์สำคัญของรัฐบาลที่ต้องทำให้ประชาชนสัมผัสได้ว่าชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นจริง มากกว่าการนำเสนอนโยบายเพียงอย่างเดียว
ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์กัญญกานต์ เสถียรสุคนธ์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ให้มุมมองเพิ่มเติมว่า ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลที่ลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา มีความเชื่อมโยงกับปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาพลังงาน ค่าไฟฟ้า ราคาน้ำมัน และราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่รายได้ของประชาชนไม่ได้เพิ่มตามสัดส่วนเดียวกัน
วิกฤตการณ์นี้ถือเป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาลในการออกมาตรการควบคุมราคาและบรรเทาผลกระทบ ซึ่งความล่าช้า ขาดความชัดเจน หรือขาดความโปร่งใสในการรับมือ จะทำให้ความไม่พอใจของประชาชนพุ่งเป้ามาที่ประสิทธิภาพการทำงานของรัฐบาลแทนที่จะเป็นปัจจัยภายนอก ส่งผลให้ช่องว่างระหว่างความคาดหวังของประชาชนกับการกระทำของรัฐบาลกว้างขึ้น
การจะฟื้นฟูความเชื่อมั่นได้ รัฐบาลจำเป็นต้องแปลงวิกฤตภายนอกให้เป็นโอกาสในการแสดงศักยภาพการบริหารจัดการภายในประเทศที่มีประสิทธิภาพและสามารถตรวจสอบได้ เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับประชาชนต่อไป
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thailand-political-index-plunges/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cceCKix1GafLHToS_BSwz

