• Fri. May 1st, 2026

‘เศรษฐกิจอิหร่าน’ ระส่ำ รัฐหวนหนุนค่าเงิน คุมค่าครองชีพพุ่ง

‘เศรษฐกิจอิหร่าน’-ระส่ำ-รัฐหวนหนุนค่าเงิน-คุมค่าครองชีพพุ่ง‘เศรษฐกิจอิหร่าน’ ระส่ำ รัฐหวนหนุนค่าเงิน คุมค่าครองชีพพุ่ง

‘เศรษฐกิจอิหร่าน’ มีความอ่อนไหวสูงนับตั้งแต่ก่อนเกิดสงครามแล้ว หลังสงครามรัฐบาลเล็งกลับไปหนุนอัตราแลกเปลี่ยน หวังคุมค่าครองชีพพุ่ง แม้ประชาชนคัดค้านนโยบายนี้จนก่อให้เกิดประท้วงทั่วประเทศก็ตาม

สำนักข่าวอัลจาซีรารายงานว่า การใช้ชีวิตในกรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่านเริ่มกลับมาเป็นปกติแล้ว ทั้งตลาด คาเฟ่ และร้านค้าต่างๆ กำลังกลับมาเปิดบริการ ส่วนทางหลวงบางแห่งก็เริ่มมีการจราจรคึกคักอีกครั้ง ขณะที่ข้อตกลงหยุดยิงอันเปราะบางกับสหรัฐยังคงดำเนินต่อไปตามเงื่อนไขข้อตกลงส่วนใหญ่ หลังจากอิหร่านถูกสหรัฐและอิสราเอลโจมตีอย่างหนักหลายสัปดาห์ แต่ผู้บริโภคยังคงใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง

พลเรือนหนุ่มสาวคนหนึ่งเผยกับอัลจาซีราว่า สินค้าส่วนใหญ่ยังมีให้เลือกซื้ออยู่ แต่หลายครั้งในตอนนี้เวลาจะซื้ออะไรต้องคิดตลอดว่าจะซื้อเพราะ “ต้องการ” หรือ “จำเป็น” หลายคนจึงหันมาซื้อแค่สิ่งของจำเป็นเท่านั้น

ขณะที่ความกังวลเกี่ยวกับอนาคตเพิ่มขึ้นและพฤติกรรมการซื้อเปลี่ยนไป รัฐบาลอิหร่านกำลังดำเนินการเพื่อให้มั่นใจว่ามีอาหารและยาเพียงพอ เพื่อบรรเทาแรงกดดันจากสงครามที่มีต่อประชาชนชาวอิหร่าน

หวนใช้อัตราแลกเปลี่ยนถูก

เมื่อวันอาทิตย์ (26 เม.ย.) คณะรัฐมนตรีอิหร่านได้เพิ่มเงื่อนไขหนึ่งเข้าไปในแนวทางการดำเนินงานของงบประมาณประจำปี เพื่อกลับมาใช้อัตราแลกเปลี่ยนพิเศษสำหรับการนำเข้าสินค้าจำเป็น เช่น ข้าวสาลี ยา อุปกรณ์ทางการแพทย์ และนมผงสำหรับเด็ก นั่นหมายความว่า รัฐบาลมีแผนที่จะจัดสรรเงินมากถึง 3.5 พันล้านดอลลาร์จากส่วนแบ่งรายได้น้ำมันและก๊าซ ไปให้เครือข่ายผู้ดูแลเพื่อนำเข้าสินค้าจำเป็นในราคาที่ถูกกว่าการซื้อด้วยอัตราแลกเปลี่ยนของตลาดเสรี

ตามรายงานสื่ออิหร่าน ระบุว่า สินค้านำเข้าเหล่านี้จะถูกซื้อในอัตราแลกเปลี่ยนทางการที่ 285,000 เรียลต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำกว่าทั้งอัตราแลกเปลี่ยนในตลาดเสรีที่ 1.55 ล้านเรียลต่อดอลลาร์ และยังต่ำกว่าอัตราที่กำหนดไว้ในงบประมาณที่ 1.23 ล้านเรียลต่อดอลลาร์

ความเคลื่อนไหวนี้แสดงให้เห็นถึงการกลับลำนโยบายบางส่วนของรัฐบาลจากงบประมาณที่เสนอเมื่อปลายเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดการประท้วงของบรรดาพ่อค้าแม่ค้าในกรุงเตหะรานที่ลุกลามจนกลายเป็นการประท้วงต่อต้านรัฐบาลในวงกว้าง

งบประมาณดังกล่าวเดิมทีมีเป้าหมายที่จะยกเลิกการใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่ถูกที่สุด เนื่องจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ได้รับการอุดหนุนจากรัฐสร้างระบบการเงินที่ไม่โปร่งใส ส่งผลให้เกิดการทุจริตมานานหลายปี และไม่ได้ช่วยลดราคาสินค้าให้กับประชาชนทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ

“มันเหลือเชื่อจริงๆ” ผู้ใช้บัญชี X ชื่อ Hadi โพสต์ในแพลตฟอร์มดังกล่าว และอ้างอิงถึงทวีตของตัวเองเมื่อแปดปีก่อนที่เขาบอกว่า ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงอาหาร 14 คนในร้านอาหารสูงถึง 2.43 ล้านเรียล เพื่อชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างของราคาอาหารเพียงมื้อเดียวในปัจจุบันที่สูงกว่าเมื่อแปดปีก่อนถึง 6 เท่า

ด้านยากูบ อันดาเยช รัฐมนตรีช่วยกระทรวงสหกรณ์ แรงงาน และสวัสดิการสังคม เผยกับสื่อโทรทัศน์รัฐบาลอิหร่านว่า ราคาสินค้าจำเป็นได้รับผลกระทบอย่างมากจากการยกเลิกอัตราแลกเปลี่ยนที่ถูกลง

อันดาเยช กล่าวว่า กระทรวงได้นำเสนอแนวทางต่างๆ ต่อรัฐบาลเพื่อ “รับประกันความมั่นคงทางอาหาร” ในสินค้าจำเป็น 11 ประเภทที่ราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างมากในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แต่ปฏิเสธเผยตัวเลขที่แน่ชัดเกี่ยวกับราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น

นอกจากทางการเตรียมนำอัตราแลกเปลี่ยนที่ถูกลงกลับมาใช้แล้ว รัฐบาลอิหร่านกำลังประเมินด้วยว่าสามารถเพิ่มปริมาณเงินช่วยเหลือรายเดือน และคูปองอิเล็กทรอนิกส์ให้กับชาวอิหร่านได้หรือไม่ เพื่อชดเชยอัตราเงินเฟ้อด้านอาหารที่สูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ปัจจุบันประชาชนอิหร่านแต่ละคนมีสิทธิ์ได้รับเงินช่วยเหลือไม่ถึง 10 ดอลลาร์ต่อเดือน (ราว 323 บาทต่อเดือน)

ทางการอิหร่านยังได้ดึงเงินจากกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติซึ่งได้รับผลกระทบจากการคว่ำบาตรมาซื้อสินค้าจำเป็นด้วย ซึ่งถือเป็นความเคลื่อนไหวในกองทุนล่าสุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา

สื่อรัฐบาลรายงานวันอาทิตย์ว่า อิหร่านจะดึงเงินจากกองทุนพัฒนาแห่งชาติมากถึง 1 พันล้านดอลลาร์ เพื่อนำไปจัดซื้อน้ำตาล ข้าว ข้าวบาร์เลย์ ข้าวโพด กากถั่วเหลือง เนื้อแดง และเนื้อไก่ “โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์”

ทางการอิหร่านยืนยันว่าประเทศมีเงินสำรองและทองคำเพียงพอ และได้โอนเงินน้ำมันบางส่วนที่ขายไปด้วยการหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐ ไปยังกองทุน แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

ยังมีช่องทางนำเข้าสิ่งของจำเป็น

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา สถานีโทรทัศน์รัฐบาลรายงานด้วยว่า แม้สหรัฐจะปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านและทิ้งระเบิดใส่โรงงานน้ำมันและก๊าซของประเทศ แต่ความท้าทายหลักของอิหร่านไม่ใช่ความพยายามเพิ่มผลผลิต หรือการนำเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ออกจากช่องแคบฮอร์มุซ

“ความท้าทายหลักคือการนำเรือบรรทุกน้ำมันเปล่าเข้ามาในพื้นที่เกาะคาร์กและท่าเรือจาสก์ เพื่อบรรทุกน้ำมันที่สกัดได้” ผู้ประกาศข่าวรายงาน

สำนักข่าวทัสนิม ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (ไออาร์จีซี) ยอมรับเมื่อวันเสาร์ (25 เม.ย.) ว่า มีคนบางส่วนกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงทางอาหาร  หลังเกิดสงครามที่สหรัฐและอิสราเอลเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์

แต่ทัสนิมยืนยันว่า การคิดว่าอิหร่านจะเผชิญกับภาวะอดอยากอันเป็นผลมาจากการปิดล้อมของสหรัฐนั้น “ไม่สมเหตุสมผล” เพราะอิหร่านมีพรมแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ เช่น อิรัก ตุรกี และปากีสถาน ซึ่งสามารถอำนวยความสะดวกในการนำเข้าสินค้าเหล่านั้นได้

สื่อดังกล่าวเสริมต่อว่า ตำรวจและกองกำลังรักษาชายแดนอาจยุติปฏิบัติการในเส้นทางการลักลอบขนสินค้า หากเกิดภาวะขาดแคลนสินค้าในตลาด

นอกจากนี้ รัฐบาลอิหร่านยังได้เพิ่มอำนาจบริหารของผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดนของอิหร่าน เพื่อส่งเสริมการนำเข้าสินค้าจำเป็นโดยลดขั้นตอนทางราชการให้น้อยลง

ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียนของอิหร่านกล่าวกับสื่อรัฐบาลโดยไม่ลงรายละเอียดเมื่อวันเสาร์ว่า รัฐบาลได้แจ้งอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับอำนาจที่เพิ่มขึ้นของผู้ว่าฯ จังหวัดชายแดนแล้ว แต่ผู้ว่าฯ ต้องแสดงให้เห็นถึง “ความคิดริเริ่มและความสร้างสรรค์” เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นในช่วงสงคราม

ในวันอาทิตย์ สำนักงานอาหารและยาแห่งอิหร่านประกาศว่า จะเริ่มดำเนินการ “การกระจายสินค้าเชิงยุทธศาสตร์แบบรวมศูนย์” ในภาคการแพทย์ภายในสองวัน โดยมีเป้าหมายคือเพื่อให้สถานพยาบาลสามารถเข้าถึงสินค้าสำรองเชิงยุทธศาสตร์ได้อย่างเป็นธรรมและทันท่วงที และเพื่อลดความท้าทายในการจัดซื้อจัดหา

อินเทอร์เน็ตปิดต่อเนื่อง

ขณะนี้มีชาวอิหร่านส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตจากภายในประเทศได้ในช่วงที่รัฐบาลสั่งปิดอินเทอร์เน็ตเกือบทั้งหมด โดยผู้ที่สามารถใช้อินเทอร์เน็ตได้มีทั้งผู้ที่ได้รับอนุมัติการเชื่อมต่อจากรัฐบาล หรือผู้ที่จ่ายเงินจำนวนมหาศาลเพื่อซื้อเครือข่ายส่วนตัวเสมือน (VPN) หรือผู้ที่ใช้วิธีการอื่นๆ ในการหลีกเลี่ยงการปิดกั้นอินเทอร์เน็ต

งานนับล้านตำแหน่งถูกระงับไว้ชั่วคราว และแรงงานอีกหลายหมื่นคนต้องถูกเลิกจ้าง หรือปลดออกโดยตรง อันเป็นผลมาจากการปิดการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งปิดมานานเกือบสองเดือนแล้ว รวมถึงจากการทิ้งระเบิดใส่โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของพลเรือนและเศรษฐกิจ เช่น โรงงานเหล็ก

ในขณะที่ทางการเน้นย้ำว่าจะบูรณะโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่าน แต่การปิดกั้นอินเทอร์เน็ตจะยังคงอยู่ตลอดช่วงสงคราม และได้ขยายระบบการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตแบบแบ่งระดับที่ประชาชนคัดค้านมานานหลายปี

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา องค์กรพยาบาลแห่งอิหร่านเป็นหน่วยงานแรกที่ออกมาปฏิเสธบริการ “อินเทอร์เน็ตโปร” ที่ทางการอิหร่านเปิดจำหน่ายอย่างเป็นทางการ โดยให้เหตุผลว่าเป็นการเปลี่ยนสิทธิขั้นพื้นฐานให้กลายเป็นสิทธิพิเศษที่ต้องจ่ายเงิน

“เมื่อประชาชนอิหร่านทุกคนสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตทั่วโลกได้ พยาบาลก็จะใช้มันเหมือนกับประชาชนคนอื่นๆ” องค์กรดังกล่าวระบุ

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/geopolitics/1232035&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0F97RuELt0R1B_PftNMRB6