• Tue. Apr 28th, 2026

รัฐบาลผนึก “เศรษฐกิจ-ความมั่นคง-ยุติธรรม” ปราบสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา 6 เดือน มูลค่า 2,300 ล้าน สร้างความเชื่อมั่นการค้า การลงทุนไทย

รัฐบาลผนึก-“เศรษฐกิจ-ความมั่นคง-ยุติธรรม”-ปราบสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา-6-เดือน-มูลค่า-2,300-ล้าน-สร้างความเชื่อมั่นการค้า-การลงทุนไทยรัฐบาลผนึก “เศรษฐกิจ-ความมั่นคง-ยุติธรรม” ปราบสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา 6 เดือน มูลค่า 2,300 ล้าน สร้างความเชื่อมั่นการค้า การลงทุนไทย

รัฐบาลผนึก “เศรษฐกิจ-ความมั่นคง-ยุติธรรม” ปราบสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา 6 เดือน มูลค่า 2,300 ล้าน สร้างความเชื่อมั่นการค้า การลงทุนไทย


28/04/2569 | 6 |

รัฐบาลผนึก “เศรษฐกิจ-ความมั่นคง-ยุติธรรม” ปราบสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา 6 เดือน มูลค่า 2,300 ล้าน สร้างความเชื่อมั่นการค้า การลงทุนไทย 
บทสรุป
    จากข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ทุกหน่วยงานเร่งยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านการค้าและการลงทุนของประเทศ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงการคลัง พาณิชย์ ยุติธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงเร่งดำเนินการ ส่งผลให้ในรอบ 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (ตุลาคม 2568 – มีนาคม 2569) จับกุมคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา 332 คดี ยึดของกลางกว่า 1.3 ล้านชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 2,300 ล้านบาท โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า รัฐบาลจะไม่ยอมให้ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิต แหล่งจำหน่าย แหล่งนำผ่านของสินค้าที่ละเมิดทรัพย์สิน           ทางปัญญา พร้อมทั้งจะทำให้ไทยเป็นหมุดหมายการดึงดูดการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศจากทั่วโลก และจะดำเนินมาตรการเชิงรุกอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจที่โปร่งใส เป็นธรรม และยั่งยืน ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าเป็นสมาชิก OECD ที่จะช่วยยกระดับมาตรฐานเศรษฐกิจไทยให้เทียบเท่าประเทศชั้นนำ เพิ่มความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ และเชื่อมโยงประเทศไทยเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลกอย่างมีคุณภาพมากขึ้น โดยขอให้ประชาชนทุกคนร่วมเป็นพลังสำคัญในการสร้างระบบเศรษฐกิจ โดยไม่ซื้อ ไม่ใช้ ไม่สนับสนุนสินค้าที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ทั้งนี้ยังได้ปรับปรุง แก้ไข กฎระเบียบ       ให้ทันสมัยสอดรับกับรูปแบบการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้การบังคับใช้กฎหมายมีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ    ด้านนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ได้ดำเนินการเชิงรุกสอดรับกับนโยบาย Trade Plus ของรัฐบาล ที่มุ่งยกระดับมาตรฐานการค้า พัฒนาระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญา และสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่โปร่งใสและเป็นธรรม ร่วมมือกับทุกภาคส่วนเน้นการตัดวงจร ปิดช่องโหว่ ขยายผลถึงต้นตอ บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด สร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนผู้บริโภค พัฒนากลไกความร่วมมือระหว่างประเทศ และทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อระงับการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในตลาดออนไลน์ โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นประเทศที่มีระบบการคุ้มครองและปกป้องสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เข้มแข็งเทียบเท่ามาตรฐานสากล และเป็นหมุดหมายของการค้าการลงทุน

รายละเอียด
(27 เม.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานแถลงผลการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา รอบ 6 เดือนแรก ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (ตุลาคม 2568 – มีนาคม 2569) โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการ นโยบายทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติ (คทป.) กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง กระทรวงยุติธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีผู้แทนหน่วยงานภาคีเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชนเจ้าของสิทธิ สถานเอกอัครราชทูต ประเทศคู่ค้าของไทย อาทิ สหรัฐอเมริกา สวิตเซอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร เป็นต้น ร่วมรับฟังการแถลง ณ กรมศุลกากร
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า รัฐบาลโดยการนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นระบบ โดยนายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านการค้าและการลงทุนของประเทศ ภายใต้ข้อสั่งการดังกล่าว ทุกภาคส่วน กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงยุติธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้บูรณาการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทั้งตลาดย่านการค้าและช่องทางออนไลน์ ซึ่งการดำเนินงานในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 รอบ 6 เดือนแรก (ตุลาคม 2568 – มีนาคม 2569) มีผลการจับกุมดำเนินคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทั้งสิ้น 332 คดี ยึดของกลางกว่า 1.3 ล้านชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึง 2,300 ล้านบาท โดยรัฐบาลพุ่งเป้าการจับกุมไปที่ย่านการค้า โกดังเก็บสินค้า ด่านศุลกากรข้ามแดน ส่งผลให้มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจจากการจับกุมใน 6 เดือนแรก เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 78 เมื่อเทียบกับมูลค่าความเสียหายของทั้งปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ซึ่งอยู่ที่ 1,300 ล้านบาท โดยความเสียหายนี้มิได้ส่งผลกระทบแค่เพียงเศรษฐกิจของประเทศเท่านั้น แต่ยังทำลายความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ด้านการค้าการลงทุนของประเทศในระยะยาว
การดำเนินการปกป้องคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาดังกล่าวเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศให้มีความมั่นคงและน่าเชื่อถือ สอดรับกับมาตรฐานสากล โดยเฉพาะองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development : OECD) ควบคู่ไปกับการคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับสินค้าที่มีคุณภาพ ส่งเสริมกระตุ้นให้เกิดการสร้างสรรค์การวิจัยพัฒนา และการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง ในโลกเศรษฐกิจปัจจุบันการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ได้ขับเคลื่อนเฉพาะต้นทุนแรงงาน หรือทรัพยากรอย่างเดียว แต่ขับเคลื่อนด้วยความสามารถในการสร้างนวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญา ประเทศที่สามารถสร้างและคุ้มครองนวัตกรรมได้จะเป็นประเทศที่สร้างมูลค่าเพิ่มในห่วงโซ่อุปทานทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ หรือที่เรียกว่า New S-Curve อุตสาหกรรมดิจิทัล หรือเทคโนโลยีชั้นสูง รวมทั้งเศรษฐกิจฐานความรู้ ซึ่งการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาไม่เพียงเป็นการบังคับใช้กฎหมายแต่เป็นการวางรากฐานของระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมอันเป็นการกำหนดศักยภาพในระยะยาว อีกทั้งยังสอดคล้องกับความมุ่งหมายการพลิกโฉมทางเศรษฐกิจของประเทศด้วยการส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งอนาคตผ่านนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าและบริการ อันเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญและจริงจังกับเรื่องนี้ 
จะไม่ยอมให้ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิต จำหน่าย แหล่งนำผ่านของสินค้าที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา อีกทั้งจะทำให้ไทยเป็นหมุดหมายการดึงดูดการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศจากทั่วโลก และจะดำเนินมาตรการเชิงรุกอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจที่โปร่งใส เป็นธรรม และยั่งยืน ปัจจุบันได้ปรับปรุง แก้ไข กฎระเบียบให้มีความทันสมัยสอดรับกับรูปแบบการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ตลอดจนการพัฒนาระบบฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ด้านทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งกรมศุลกากรร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง อย่างใกล้ชิด เพื่อเปิดโอกาสให้เจ้าของสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาแจ้งข้อมูลการตรวจสอบสินค้าเข้าสู่ระบบ ให้เจ้าหน้าที่นำไปใช้ประกอบการตรวจสอบสินค้าและสามารถยึดสินค้าที่มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาได้ สอดคล้องกับมาตรฐานสากลขององค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO) ส่งผลให้กรมศุลกากรบังคับใช้กฎหมายเพื่อปกป้องและคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
ขณะเดียวกันประเทศไทยกำลังก้าวไปสู่การยกระดับมาตรฐานในทุกมิติเพื่อให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากลไม่ว่าจะเป็นด้านกฎหมาย หรือการบังคับใช้กฎหมาย ด้านดิจิทัล ด้านฐานข้อมูล ซึ่งการดำเนินการเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าเป็นสมาชิก OECD ที่จะช่วยยกระดับมาตรฐานเศรษฐกิจไทยให้เทียบเท่าประเทศชั้นนำ เพิ่มความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ และเชื่อมโยงประเทศไทยเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลกอย่างมีคุณภาพมากขึ้น และขอให้ทุกคนร่วมเป็นพลังสำคัญในการสร้างระบบเศรษฐกิจ โดยไม่ซื้อ ไม่ใช้ 
ไม่สนับสนุนสินค้าที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา
 ด้านนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ในฐานะหน่วยงานกลางในการประสานบูรณาการการทำงานด้านการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ได้ดำเนินงานเชิงรุกอย่างเข้มข้นในการปกป้องคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาทั้งของคนไทยและของต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในไทย เนื่องจากทรัพย์สินทางปัญญาถือเป็นเครื่องมือสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาถือเป็นภัยคุกคามความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อการค้าการลงทุนภายในประเทศเป็นอย่างมาก และส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ผลิตและผู้บริโภคในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นอันตรายต่อชีวิตและสุขภาพจากการใช้สินค้าปลอม รวมถึงผลกระทบต่อผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจโดยสุจริต ซึ่งไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับสินค้าละเมิดเหล่านี้ได้ การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาจึงเป็นการทำลายความสามารถในการแข่งขันทางการค้าของประเทศอย่างยิ่ง การบูรณาการปราบปรามดังกล่าว จึงสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทุกหน่วยงานที่ร่วมแก้ปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจัง สอดรับกับนโยบาย Trade Plus ของรัฐบาล ที่มุ่งยกระดับมาตรฐานการค้า พัฒนาระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญาที่เข้มแข็ง และเสริมสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่โปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อแสดงให้นักลงทุน ผู้ประกอบการและผู้บริโภคเห็นว่า รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งถือเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจยุคใหม่และยังเป็นปัจจัยสำคัญของการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และคุ้มครองผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจโดยสุจริต ทั้งนี้รัฐบาลได้บูรณาการการทำงานเชิงรุกทั้งฝ่ายเศรษฐกิจ ความมั่นคง และกระบวนการยุติธรรม เพื่อตัดวงจร ปิดช่องโหว่ ขยายผลถึงต้นตอ ที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก พร้อมย้ำว่าทุกหน่วยงานจะมุ่งสร้างความเข้มแข็งกับการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา บูรณาการการทำงานอย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชนเจ้าของสิทธิ ในการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างต่อเนื่องจริงจัง ควบคู่กับการป้องกันเชิงรุก โดยสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนผู้บริโภค ตลอดจนพัฒนากลไกความร่วมมือระหว่างประเทศ และปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับบริบทการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนและผู้ประกอบการในทุกขนาดธุรกิจ รวมทั้งทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อระงับการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในตลาดออนไลน์ โดยมีเป้าหมายชัดเจนในการยกระดับประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นประเทศที่มีระบบการคุ้มครองและปกป้องสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เข้มแข็งเทียบเท่ามาตรฐานสากล ส่งเสริมการสร้างระบบนิเวศทางนวัตกรรมที่เอื้อต่อผู้สร้างสรรค์ทั้งคนไทยและต่างชาติ เป็นหมุดหมายของการค้าการลงทุนที่ให้ความสำคัญกับความคิดสร้างสรรค์ ทรัพย์สินทางปัญญานวัตกรรม เทคโนโลยี และเคารพกฎกติกาทางการค้าที่เป็นธรรม นอกจากหน่วยงานภาครัฐ และเอกชนเจ้าของสิทธิแล้ว ประชาชนถือเป็นส่วนสำคัญที่สุด
ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยขอความร่วมมือ “ไม่ซื้อ ไม่ใช้ ไม่สนับสนุนการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา” หากพบเห็นการกระทำที่เข้าข่ายละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ กองป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา กรมทรัพย์สินทางปัญญา โทร. 02-547-4702 หรือสายด่วน 1368


image รูปภาพ

image


Line


———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/498329&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RqEV2L7cp3U8nvcwRuCdb