ในวันที่ค่าครองชีพดีดตัวสูงขึ้นจนน่าใจหาย และคำว่า “งานที่มั่นคง” เริ่มกลายเป็นแค่ คำที่เคยอยู่ในพจนานุกรมเท่านั้น เพราะปัจจุบันหลายคู่รัก อาจกำลังนั่งปรึกษากันบนโต๊ะอาหาร จากแรงบีบคั้นของครอบครัวใหญ่ ว่า “เราพร้อมจะมีลูกจริงๆ แล้วหรือ?”
จากบทวิเคราะห์ล่าสุดของ Bnomics ธนาคารกรุงเทพ ระบุ ชัดเจนว่าประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ยุค “เกิดน้อยถาวร” (Permanent Low Fertility) อย่างเต็มรูปแบบ
โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เหลือเพียง 4.2 แสนคน และมีแนวโน้มดิ่งลงเรื่อยๆ จนน่าตกใจ
ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องของคนไม่อยากมีภาระ แต่มันคือการคำนวณ “ความเสี่ยง” บนบรรทัดฐานของโลกยุคใหม่ เมื่อการมีลูกหนึ่งคนไม่ได้หมายถึง ความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่คือการทำสัญญาผูกพันระยะยาว 20 ปีที่ย้อนกลับไม่ได้ (Irreversible Investment)
การมีลูก กับ “ High-End Consumption” คณิตศาสตร์ของความเสี่ยงทางการเงิน
ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยและแหล่งข้อมูลทางการเงินระบุว่า การเลี้ยงลูกหนึ่งคนให้เติบโตอย่างมีคุณภาพพื้นฐาน ต้องใช้เงินเฉลี่ยอย่างน้อย 1.6 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่ารายได้ต่อหัวของคนไทยถึง 6.3 เท่า แต่หากเป็นครอบครัวชนชั้นกลางที่ต้องการคุณภาพการศึกษาระดับเอกชนหรือนานาชาติ ตัวเลขนี้จะพุ่งสูงขึ้นไปอยู่ในกรอบ 8 ล้านถึง 37 ล้านบาท
คณิตศาสตร์เบื้องหลังตัวเลขเหล่านี้ทำให้ประชากรวัยทำงานมองเห็น “ความเสี่ยงจากการขาดสภาพคล่อง” ตลอดวงจรชีวิต หากเลือกที่จะมีบุตรในสภาวะที่รายได้ไม่มั่นคง
ประมาณการค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตร 1 คน (สะสมถึงอายุ 22 ปี) ตามระดับฐานะ
- ครอบครัวทั่วไป (Standard) 1.6 – 2 ล้านบาท
- ครอบครัวชนชั้นกลาง (Mid-Tier) 8.0 – 12 ล้านบาท
- ครอบครัวระดับสูง (Premium) 37 ล้านบาทขึ้นไป
นอกจากต้นทุนที่มองเห็นได้แล้ว ยังมี “ค่าใช้จ่ายแฝง” (Hidden Costs) ที่เพิ่มขึ้นตามพลวัตของโลกปี 2026 ด้วย เช่น ค่าประกันสุขภาพเด็กที่เบี้ยประกันพุ่งสูงขึ้นตามความเสี่ยงด้านมลพิษ PM2.5 และโรคอุบัติใหม่ รวมถึงค่าเทคโนโลยีสำหรับการเรียนรู้ในยุคดิจิทัลที่กลายเป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และการเรียนพิเศษในทักษะแห่งอนาคต
ทำไมการมีลูกถึงกลายเป็นความเสี่ยงระดับ Ultra-High Risk?
ในสายตาของคนยุค 2026 การมีลูกยังถูกมองผ่านฟิลเตอร์ของนักลงทุนมากขึ้น หาก “สภาพคล่อง” ในชีวิตยังติดลบ และ “ที่อยู่อาศัย” ยังเป็นเพียงความฝันที่เอื้อมไม่ถึง
หรือ มีภาระหนี้การศึกษาของตนเองอยู่แล้ว การเพิ่มสมาชิกใหม่ในครอบครัวจึงดูเหมือนการทุ่มเงินเก็บทั้งชีวิตไปกับสินทรัพย์ที่พยากรณ์อนาคตไม่ได้
- ต้นทุนเสียโอกาสที่ประเมินค่าไม่ได้: โดยเฉพาะสำหรับผู้หญิง เมื่อโครงสร้างทางสังคมยังไม่เอื้อให้เธอเป็นทั้ง “แม่ที่สมบูรณ์แบบ” และ “พนักงานที่ก้าวหน้า” ไปพร้อมกันได้
- Quality–Quantity Trade-off: ในโลกที่ต้องแข่งกับ AI และเทคโนโลยี พ่อแม่ยุคนี้ยอมที่จะ “ไม่มี” เสียดีกว่า ถ้าไม่สามารถปั้นลูกให้เป็น “ประชากรคุณภาพ” ที่มีแต้มต่อในสังคมได้
ปรากฏการณ์ Motherhood Penalty และความเหลื่อมล้ำทางรายได้ระหว่างเพศ
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ “ผู้หญิง” ในปี 2026 ยังมองว่าการมีลูกคือความเสี่ยงที่สุด คือปรากฏการณ์ “Motherhood Wage Penalty” หรือบทลงโทษทางรายได้จากการเป็นแม่
งานวิจัยเชิงลึกในประเทศไทยพบว่า แรงงานหญิงที่มีบุตรจะมีรายได้ต่อเดือนต่ำกว่าแรงงานหญิงที่ไม่มีบุตรเฉลี่ย 7.6 % และความแตกต่างนี้จะยิ่งขยายกว้างขึ้นในภาครัฐซึ่งอาจสูงถึง 9.2% เมื่อเปรียบเทียบในระยะยาว ผู้หญิงที่มีลูกจะมีโอกาสถึงจุดสูงสุดของอาชีพ (Career Peak) ช้ากว่าเพื่อนร่วมงานที่ไม่มีบุตร และมักจะติดอยู่กับ “เพดานแก้ว” (Glass Ceiling) เนื่องจากภาระในการเลี้ยงดูที่สังคมยังคงคาดหวังให้เป็นบทบาทหลักของผู้หญิง
การศึกษาระบุว่า “บทลงโทษ” นี้จะรุนแรงที่สุดเมื่อผู้หญิงมีอายุประมาณ 33 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่การเติบโตทางอาชีพมีความสำคัญสูงสุด โดยผลกระทบทางรายได้อาจลดลงถึง 22% เมื่อเทียบกับผู้หญิงที่ไม่มีบุตร
สิ่งนี้ทำให้ผู้หญิงยุค 2026 ตระหนักว่า การมีลูกหนึ่งคนไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการสูญเสีย “มูลค่าตลอดช่วงชีวิต” (Lifetime Value) จากการทำงานที่ลดลง ซึ่งเป็นการขาดทุนในเชิงเศรษฐศาสตร์ที่ยากจะยอมรับได้ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน
ในทางกลับกัน แม้ผู้ชายจะไม่ได้รับบทลงโทษทางรายได้ที่ชัดเจนเท่าผู้หญิง แต่ผู้ชายไทยในยุคปัจจุบัน ก็ต้องเผชิญกับความกดดันในฐานะ “ผู้หาเลี้ยงหลัก” (Primary Breadwinner) ท่ามกลางวิกฤติความเปราะบางทางการเงิน
ปัญหา “หมุนเงินไม่ทัน” และการใช้สินเชื่อดิจิทัลมาโปะหนี้กลายเป็นอาการปกติของชายไทยวัยทำงาน ซึ่งทำให้พวกเขารู้สึกว่าการมีบุตรคือการเพิ่มความรับผิดชอบที่ตนเองไม่มีกำลังพอจะแบกรับได้ และนำไปสู่ความเสี่ยงที่จะล้มละลายทางการเงินหากเกิดเหตุไม่คาดฝันในหน้าที่การงาน
ทัศนคติของ Gen Z และ Millennials ความมั่นใจในตัวเองที่สวนทางกับการสร้างครอบครัว
ประชากรกลุ่ม Gen Z (อายุ 18-30 ปี) และ Millennials (อายุ 31-45 ปี) ในปี 2026 ยังมีชุดความคิดที่เปลี่ยนแปลงไปจากการสร้างฐานะแบบเดิม นิยามของ “ความสำเร็จ” ของคนรุ่นนี้ไม่ได้วัดที่ทรัพย์สินถาวรอย่างบ้านหรือรถยนต์
ซึ่ง 86% ของ Gen Z มองว่าเป็นหนี้ก้อนใหญ่ที่เป็นภาระมากกว่าการลงทุน แต่พวกเขาวัดความสำเร็จที่ “อิสรภาพและการควบคุมชะตาชีวิต”
ขณะที่ 69% ของ Gen Z เชื่อว่าการเป็นเจ้าของธุรกิจคือส่วนหนึ่งของความฝัน เพราะช่วยให้พวกเขามีอำนาจในการตัดสินใจด้วยตนเอง
ทัศนคติทางการเงินที่เน้น “ความสุขในวันนี้” (Living for Today) แต่ไม่ทิ้งการวางแผนอนาคต ทำให้คนรุ่นใหม่เลือกที่จะลงทุนในตนเองและการสัมผัสประสบการณ์ชีวิตมากกว่าการสะสมทุนเพื่อส่งต่อให้ทายาท
ข้อมูลจากสำรวจพบค่านิยมที่น่าสนใจว่า 88% ของ Gen Z ต้องการเริ่มออมเงินตั้งแต่อายุยังน้อยเพื่อความมั่งคั่งที่รวดเร็ว แต่เป้าหมายของการออมนั้นไม่ใช่เพื่อการศึกษาของบุตร แต่เพื่อ “การเกษียณที่รวดเร็ว” (FIRE Movement) และการมีสุขภาพจิตที่ดีจากการไม่ต้องกังวลเรื่องเงิน
ปรากฏการณ์ “DINKs” (Double Income, No Kids) จึงกลายเป็นโมเดลครอบครัวที่มั่นคงที่สุดในเชิงเศรษฐกิจของปี 2026 คู่รักกลุ่มนี้มีรายได้เฉลี่ยต่อปีประมาณ 4.8 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าครอบครัวที่มีลูกถึง 1.2 ล้านบาทต่อปี อิสระทางการเงินที่เหนือกว่าทำให้กลุ่ม DINKs สามารถเข้าถึงการบริโภคระดับพรีเมียมและการท่องเที่ยวโดยไม่มีความกังวล
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของกลุ่มนี้คือการวางแผนเกษียณอายุที่มักจะถูกละเลย โดย 58% ของ DINKs ยังไม่ได้เริ่มต้นแผนเกษียณอย่างจริงจัง เนื่องจากขาดแรงกระตุ้นหรือความรู้สึกเร่งด่วนเมื่อเทียบกับคนที่มีลูก
นโยบายรัฐบาลไทย ความพยายามที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการจริง
ในขณะที่สถานการณ์ประชากรไทยเข้าขั้นวิกฤติด้วยอัตราการเกิดที่ต่ำที่สุดในรอบ 75 ปี และจำนวนผู้เสียชีวิตพุ่งแซงหน้าจำนวนการเกิดต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 รัฐบาลและพรรคการเมืองต่าง ๆ ได้พยายามนำเสนอนโยบายเพื่อจูงใจให้ประชาชนมีบุตร เช่น การให้เงินอุดหนุนเดือนละ 1,200 ถึง 5,000 บาท หรือการเพิ่มสิทธิวันลาคลอด
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากการวิเคราะห์พบค่านิยมที่ชัดเจนว่าการ “แจกเงิน” เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนทัศนคติของคนยุคนี้ได้ จากข้อจำกัดต่างๆ เช่น
- การลงทุนต่ำกว่าเกณฑ์: ประเทศไทยใช้งบประมาณเพื่อดูแลเด็กเล็กเพียง 0.25% ของ GDP ขณะที่ยูนิเซฟแนะนำว่าควรอยู่ที่ 1-2%
- ความไม่ยั่งยืนของสวัสดิการ: เงินอุดหนุน 600-1,000 บาทต่อเดือน ไม่สามารถชดเชยค่าครองชีพจริงที่ประเมินว่าควรอยู่ที่ 2,500-5,000 บาทต่อเดือนสำหรับการเลี้ยงดูที่มีคุณภาพ
- ปัญหาการเข้าถึง: ระบบการพิสูจน์ความจนทำให้มีเด็กตกหล่นไม่ได้รับสวัสดิการถึง 30% ของกลุ่มเป้าหมาย
- ขาดมาตรการเชิงโครงสร้าง: นโยบายส่วนใหญ่เน้นการช่วยเหลือเป็นรายครั้ง แต่ขาดการปรับเปลี่ยนโครงสร้างตลาดแรงงานที่ยืดหยุ่น การส่งเสริมให้พ่อมีบทบาทในการเลี้ยงดู (Paternity Leave) และการสร้างศูนย์เด็กเล็กคุณภาพใกล้บ้าน
ความล้มเหลวในการจัดหา “ความปลอดภัยเชิงระบบ” (Systemic Security) ยังเป็นฟางอีกเส้น ที่ทำให้คนรุ่นใหม่มองว่านโยบายรัฐบาลเป็นเพียงมาตรการชั่วคราวที่ไม่สามารถไว้วางใจได้ในระยะยาว 20 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พวกเขาต้องแบกรับความรับผิดชอบในการเลี้ยงดูบุตร
ทั้งหมด อาจกล่าวได้ว่า สำหรับคนยุค 2026 การ “ไม่ลงทุน” ในการมีลูก อาจถูกมองว่าเป็นการบริหารจัดการความเสี่ยง (Risk Management) ที่ดีที่สุด เพื่อรักษาความมั่นคงส่วนบุคคลและคุณภาพชีวิตของตนเองท่ามกลางพายุเศรษฐกิจที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบลง การตัดสินใจนี้ ยังสะท้อนถึงการ “เอาตัวรอด” ในระดับส่วนบุคคลอย่างแท้จริงอีกด้วย
ที่มา : Bnomics by Bangkok Bank ,ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ,จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหิดล ,มูลนิธิโสสะแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ ,ttb,ธปท.
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/personal_finance/financial_planning/2929269&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0AX7uhDtui09Jf19XRFfQB

