• Mon. Apr 27th, 2026

เตือนไทยเผชิญสึนามิ ‘ต้นทุน’ นักเศรษฐศาสตร์ ชี้ยังไม่พ้นปากเหว แม้มูดีส์เพิ่มเอาต์ลุค

เตือนไทยเผชิญสึนามิ-‘ต้นทุน’-นักเศรษฐศาสตร์-ชี้ยังไม่พ้นปากเหว-แม้มูดีส์เพิ่มเอาต์ลุคเตือนไทยเผชิญสึนามิ ‘ต้นทุน’ นักเศรษฐศาสตร์ ชี้ยังไม่พ้นปากเหว แม้มูดีส์เพิ่มเอาต์ลุค

เตือนไทยเผชิญสึนามิ ‘ต้นทุน’ นักเศรษฐศาสตร์ ชี้ยังไม่พ้นปากเหว แม้มูดีส์เพิ่มเอาต์ลุค เตือนไทยเผชิญสึนามิ ‘ต้นทุน’ นักเศรษฐศาสตร์ ชี้ยังไม่พ้นปากเหว แม้มูดีส์เพิ่มเอาต์ลุค บนความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และแรงกดดันจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญโจทย์ท้าทายรอบด้าน แม้สัญญาณเชิงบวกจากการที่ Moody’s เพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือไทยดีขึ้น

แต่ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างยังกดทับ ทั้งต้นทุนที่เร่งตัวขึ้น กำลังซื้อที่อ่อนแรง และการเติบโตทางเศรษฐกิจยังต่ำกว่าศักยภาพ สะท้อนภาพ “เปราะบาง” ที่ต้องจับตาใกล้ชิดระยะต่อไป
Moody’s ปรับจากระดับ Negative Outlook เป็นระดับ Stable Outlook โดยคงอันดับความน่าเชื่อถือประเทศที่ระดับ Baa1 โดยเหตุผลสำคัญ คือ รัฐบาลมีเสถียรภาพจึงลดความไม่แน่นอนทางการเมือง

ส่วนความเสี่ยงภายนอกคลี่คลาย โดยภาษีสหรัฐที่จัดเก็บสินค้าไทยใกล้ภูมิภาค ขณะที่การลงทุนเอกชนฟื้นตัวต่อเนื่องเป็นแรงหนุนจาก Thailand Fast Pass ที่จะสร้างแรงขับเคลื่อนระยะยาว

รวมถึงหนี้สาธารณะต่อ GDP จะเพิ่มขึ้นแต่บริหารจัดการได้ โดยหนี้ส่วนใหญ่เป็นเงินบาท และอายุหนี้เฉลี่ยยาวดอกเบี้ยต่ำ และฐานะการเงินระหว่างประเทศแข็งแกร่ง เงินทุนสำรองระหว่างประเทศสูง ซึ่งสัดส่วนหนี้ต่อทุนสำรองบริหารจัดการได้

นอกจากนี้ ปัจจัยที่ Moody’s จะติดตาม คือ ศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจเมื่อเทียบประเทศอันดับใกล้เคียง รวมถึงความคืบหน้าปฏิรูปเชิงโครงสร้าง และวินัยการคลัง และการบริหารหนี้

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวว่า การที่ Moody’s ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือไทยจากระดับ “เชิงลบ” กลับมาสู่ “คงที่” หรือ Stable มาจากปัจจัยลบที่เคยเป็นความกังวลรอบก่อนเริ่มคลี่คลายลงใน 2 ประเด็นหลัก คือ

1.ความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ และ 2.ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากนโยบายภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์

ทั้งนี้ ปัจจุบัน Moody’s เริ่มเห็นสัญญาณดีขึ้น โดยปัญหาการเมืองไม่ได้รุนแรงอย่างที่คาดไว้ ขณะที่ผลกระทบจากภาษีทรัมป์ไม่รุนแรงอย่างที่หลายฝ่ายกังวล ส่งผลให้ความกังวลเหล่านั้นลดน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ 

อย่างไรก็ตาม Moody’s ยังส่งสัญญาณเตือน และจับตาดูว่ารัฐบาลไทยจะยังคงยึดมั่นในวินัยการคลังต่อไปหรือไม่ โดยเฉพาะในภาวะที่ต้องเผชิญกับราคาพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงสำคัญที่อาจกระทบต่อสถานะการคลังในระยะยาว

  • สึนามิต้นทุน” ผลกระทบใหญ่เศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม การปรับมุมมองของ Moody’s แม้เป็นบวกแต่สิ่งที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญในปัจจุบันที่สำคัญกว่า คือ “ช็อก” จากราคาพลังงานที่เป็นใหญ่กว่ามาก และอาจเป็น “สึนามิต้นทุน” ที่กระทบเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย 3 ตัว

1.ภาคการท่องเที่ยว ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการหยุดบินของนักท่องเที่ยวในภูมิภาคตะวันออกกลาง จากราคาตั๋วเครื่องบินที่แพงขึ้นตามต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งอาจทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวในปีนี้ต่ำกว่าปีที่ผ่านมา

2.ภาคการส่งออก กำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเผชิญกับต้นทุนการขนส่งที่สูงขึ้น 

3.การบริโภคในประเทศ ราคาพลังงานที่สูงขึ้น ทำให้ความสามารถในการจับจ่ายใช้สอยในสินค้าฟุ่มเฟือยลดลง และอาจลามไปถึงความสามารถในการชำระหนี้ด้วย

และสิ่งที่น่ากังวลมากกว่าราคาแพงคือ ภาวะของขาด จากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานที่จะลามไปสู่อุตสาหกรรมต่างๆ มากขึ้น

ครั้งนี้เราต่างกับวิกฤติรัสเซีย-ยูเครน หรือต้มยำกุ้ง ปัญหารอบนี้ของเราคือ วิกฤติฝั่งอุปทานที่คนรายได้น้อยจะได้รับผลกระทบหนักที่สุดเนื่องจากมีสัดส่วนการบริโภคพลังงานสูงเมื่อเทียบกับรายได้”

  • ไทยรอดถูกหั่นเรทติ้งเพียงชั่วคราว

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า การประเมินสถานการณ์ที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถืออย่าง Moody’s ยังคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยไว้ 

ส่วนหนึ่งต้องชื่นชมการทำงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และทีมงานเศรษฐกิจที่มีการสื่อสารที่ดี และแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาวินัยทางการคลัง อย่างชัดเจน ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกที่ทำให้ไทยรอดพ้นจากการถูกหั่นเรตติ้งในระยะยาว

แต่ครั้งนี้ไม่ใช่การพ้นเคราะห์ หรือรอดพ้นในระยะยาว เพราะปัญหาที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทยคือ ศักยภาพเศรษฐกิจไทยที่ยังเติบโตต่ำ ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือจะกลับมาทบทวนทุกปีว่าเราทำตามพันธสัญญาในการสร้างการเติบโตได้จริงหรือไม่

เช่น แผนการกู้เงินของรัฐบาลล่าสุด 5 แสนล้านบาท ที่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่สุด แต่ประเด็นอยู่ที่กู้ไปแล้วสามารถสร้าง GDP Growth ได้หรือไม่ เพราะถ้ากู้ไปแล้วไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจไทยโตมากกว่า 3% ได้เรื่องที่น่ากลัว

  • ห่วงกับดักเศรษฐกิจเติบโตต่ำ

อีกทั้งปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหารายได้โตไม่ทันรายจ่าย โดยหนี้หรือรายจ่ายเพิ่มขึ้นเร็วมาก แต่จีดีพีหรือรายได้กลับโตต่ำเพียง 1.5-2.5% ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดในอาเซียน หากไทยยังติดกับดักการเติบโตในระดับนี้ต่อไป ความเสี่ยงทางการคลังจะทวีความรุนแรงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในส่วนประมาณการเศรษฐกิจ ล่าสุดซีไอเอ็มบีไทยมีการปรับจีดีพีไทยลดลงจาก 2.1% มาอยู่ที่ 1.7% และล่าสุดมาอยู่ที่ 1.3% จากผลกระทบสงครามที่ส่งผ่านมาสู่ราคาน้ำมันหากไทยราคาน้ำมันยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงเช่นนี้ จะยิ่งกดดันให้จีดีพีขยายตัวต่ำลงไปอีก และถึงแม้ปีหน้าเศรษฐกิจอาจจะฟื้นตัวกลับมาได้บ้าง แต่ก็มองว่าจะขยายตัวได้เพียงในระดับ 2-3% เท่านั้น ซึ่งยังห่างไกลจากระดับที่ควรจะเป็น

  • จับตาสึนามิต้นทุนกระทบเอสเอ็มอี

ประเด็นที่น่ากังวลอย่างมากคือ สึนามิต้นทุน ซึ่งเกิดจากการพุ่งสูงขึ้นของราคาน้ำมันดีเซล และค่าขนส่ง ที่ผลกระทบนี้กำลังขยายวงกว้างไปยังสินค้าทุกประเภท วิกฤติครั้งนี้ส่งผลกระทบ 2 เด้ง ผู้บริโภคต้องแบกรับภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทำให้คนเริ่มรัดเข็มขัด และระมัดระวังการใช้จ่าย ซึ่งจะส่งผลลบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม 
 

รวมทั้งกระทบผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่เป็นกลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุด เพราะแม้ต้นทุนจะพุ่งสูงขึ้น แต่กลับไม่สามารถผลักภาระให้ผู้บริโภคได้ หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไป อาจนำไปสู่ปัญหาเศรษฐกิจที่รุนแรงเกินกว่าจะเยียวยา”

  • ห่วงวิกฤติต้นทุน และสงครามยืดเยื้อ

นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า จากการที่ Moody’s ได้ปรับมุมมองของประเทศไทยจากลบขึ้นมาเป็นเสถียรภาพมาจากเสถียรภาพด้านการเมืองที่เพิ่มสูงขึ้นความนิ่งทางการเมืองนี้เองที่จะเป็นกุญแจสำคัญในการเข้าไปตอบโจทย์เรื่องการปฏิรูปโครงสร้างประเทศได้ 

 แต่การปรับครั้งนี้เป็นเพียงการขยับจากลบมาเป็นกลางเท่านั้น ยังไม่ได้เป็นบวก ซึ่งหมายความว่า Moody’s กำลังการลงมือทำจริงของรัฐบาลว่าโครงการต่างๆ ที่สัญญาไว้เพื่อแก้ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจจะทำได้จริงหรือไม่

  • ห่วงกลุ่มปิโตรเคมี-ก่อสร้าง

ในมิติของต้นทุนการผลิต แม้สงครามอาจจะจบลงในเร็ววัน และผลพวงจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นได้ลุกลามไปยังทุกห่วงโซ่อุปทาน สิ่งที่น่ากังวลเป็นพิเศษคือ ผลกระทบต่อกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และการก่อสร้าง

ซึ่งอาจนำไปสู่ความล่าช้าของแต่ละโครงการ เนื่องจากผู้รับเหมาไม่สามารถแบกรับต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้นเกินกว่าสัญญาจ้างแบบเหมาจ่ายของภาครัฐได้

สิ่งที่ต้องจับตา คือ ในช่วงปลายปีนี้อาจเกิดวิกฤติเกษตร และวิกฤติอาหาร เนื่องจากราคาปุ๋ยในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น 30-50% ทำให้เกษตรกรลดการใส่ปุ๋ยหรือลดแผนการผลิตลง เมื่อประกอบกับภัยแล้งจากปรากฏการณ์เอลนีโญจะทำให้ผลผลิตต่อไร่ต่ำลงมาก

ซึ่งสุดท้ายจะไปสะท้อนอยู่ในราคาเนื้อสัตว์ และอาหารทุกประเภท ทำให้ของแพงขึ้นทั้งระบบ

สุดท้ายแล้วจากปัจจัยลบที่รุมเร้า ล่าสุดศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ปรับจีดีพีไทยเหลือ 1.2% จาก 1.9% มองว่าแม้วิกฤติพลังงานครั้งนี้อาจไม่น่ากลัวเท่าวิกฤตการณ์น้ำมัน OPEC ในอดีต เพราะปัจจุบันน้ำมันในโลกมีปริมาณมาก และจะมีแหล่งพลังงานใหม่เข้ามาทดแทนใน 3-6 เดือนข้างหน้า แต่ต้นทุนการผลิตที่ยังค้างอยู่ในระดับสูง และความไม่แน่นอนจะทำให้ภาคการผลิตไม่กล้าผลิต และผู้บริโภคไม่กล้าจับจ่าย

  • สศช.ประเมิน 3 ฉากทัศน์เศรษฐกิจ

สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง ยังไม่มีความแน่นอนว่าจะยุติลงได้เมื่อไหร่ ส่งผลกระทบเศรษฐกิจทั่วโลกรวมทั้งไทย

โดยล่าสุดหน่วยงานติดตาม และประเมินผลกระทบเศรษฐกิจได้ลดคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจที่ใช้จัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 

สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับจีดีพีเหลือ 1.4% จากเดิม 2% ซึ่งใกล้เคียงกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ลดลงเหลือ 1.5% ขณะที่คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อในปี 2569 อยู่ที่ 2.5-3.5%

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า การประชุม 4 หน่วยงานเศรษฐกิจ เพื่อจัดทำกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 สศช.จัดทำฉากทัศน์ (Scenarios) ที่เป็นไปได้ และนัยต่อเศรษฐกิจไทยที่เกิดจากผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางโดยประเมินจากสถานการณ์ล่าสุด แบ่งเป็น 3 Scenarios ดังนี้

1.สงครามสิ้นสุดลงภายในครึ่งแรกปี 2569 การเจรจาระหว่าง 2 ฝ่ายได้ข้อตกลงส่งผลให้การปะทะกันทางการทหารสิ้นสุดลงช่วงครึ่งแรกปี 2569 การฟื้นฟูโครงสร้างด้านพลังงาน และการขนส่งเป็นไปตามลำดับ ส่งผลให้ราคาพลังงาน และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ลดลงต่อเนื่องช่วงครึ่งหลังปี 2569

ฉากทัศน์นี้คาดราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยปี 2569 อยู่ที่ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ปี 2570 อยู่ที่ 75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อัตราเงินเฟ้อปี 2569 อยู่ที่ 2.9% และลดเหลือ 1% ในปี 2570 ส่วนจีดีพีปี 2569 จะขยายตัว 1.4% และจีดีพีปี 2570 จะขยายตัวได้ 2.2%

กรณียืดเยื้อจบครึ่งปีหลัง “จีดีพี” 0.8%
2.สงครามยืดเยื้อ และคาดว่าสิ้นสุดลงภายในช่วงครึ่งปีหลังปี 2569 โดยสถานการณ์ตามฉากทัศน์นี้ การส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ และพลังงานออกจากตะวันออกกลางยังจำกัด ส่งผลให้ราคาพลังงานทรงตัวระดับสูงตลอดปี 2569 

รวมทั้งเกิดการชะงักงันของห่วงโซ่อุปทานโลกจนทำหลายประเทศเข้าภาวะเศรษฐกิจถดถอย และเงินเฟ้อสูง (Stagflation) แรงกดดันเงินเฟ้อโลกสูงขึ้นส่งผลให้ธนาคารกลางมีแนวโน้มดำเนินนโยบายการเงินเข้มงวด
ฉากทัศน์นี้คาดราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปี 2569 อยู่ที่ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ขณะที่ปี 2570 อยู่ที่ 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อัตราเงินเฟ้อปี 2569 อยู่ที่ 4.6% และลดเหลือ 1.5% ในปี 2570 ส่วนจีดีพีในปี 2569 จะขยายตัว 0.8% และจีดีพีปี 2570 จะขยายตัว 2.0%

3.สงครามยกระดับครอบคลุมภูมิภาค ตะวันออกกลาง และ มีความยืดเยื้อตลอดทั้ง ปี 2569 และคาดว่าสิ้นสุดช่วงครึ่งแรกปี 2570 โดยการเจรจาระหว่าง 2 ฝ่ายยืดเยื้อและไม่มีข้อยุติในปี 2569 การปะทะกัน และการทำลายโครงสร้างพื้นฐานสำคัญเกิดขึ้นต่อเนื่อง 

ทั้งนี้การส่งออกพลังงาน และสินค้าโภคภัณฑ์เป็นไปจำกัด โดยสงครามสิ้นสุดลงภายในครึ่งแรกของปี 2570 ส่งผลให้ระดับราคาพลังงาน และสินค้าโภคภัณฑ์อยู่ระดับสูงต่อเนื่องจนถึงครึ่งแรกของปี 2570 การฟื้นฟูโครงสร้างด้านพลังงาน และการขนส่งล่าช้า และทรงตัวระดับสูงต่อเนื่องแม้สงครามจะสิ้นสุดลง เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะถดถอย (Global Recession)

ฉากทัศน์นี้คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยในปี 2569 อยู่ที่ 115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ปี 2570 เฉลี่ย 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อัตราเงินเฟ้อปี 2569 อยู่ที่ 4.9% และลดลงเหลือ 1.8% ในปี 2570 ส่วนจีดีพีในปี 2569 ขยายได้ 0.7% และจีดีพีปี 2570 ขยายตัวได้ 1.4%

พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1231294&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fUqmUsSuITV5bLKv9pMU8