
ผู้สื่อข่าวรายงานกรณี นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยถึงแนวทางแก้ไขปัญหานักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาพำนักในประเทศไทยและก่อปัญหาว่า กระทรวงการต่างประเทศ หน่วยงานด้านความมั่นคง และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา อยู่ระหว่างหารือเพื่อกำหนดกลไกพิจารณาความเหมาะสมของมาตรการวีซ่า
ภายหลังการทดลองใช้มาตรการยกเว้นวีซ่า 60 วัน (ฟรีวีซ่า) มาระยะหนึ่ง ทุกภาคส่วนได้มีการประเมินและหารือแนวทางปรับปรุง เพื่อลดปัญหานักท่องเที่ยวที่ไม่พึงประสงค์ โดยในเบื้องต้นมีแนวคิดยกเลิกมาตรการดังกล่าวสำหรับทุกประเทศโดยไม่เลือกปฏิบัติ และให้กลับไปใช้หลักเกณฑ์วีซ่าของแต่ละประเทศตามเดิม หรือพิจารณารูปแบบวีซ่าใหม่ที่เหมาะสม เพื่อใช้เป็นกลไกคัดกรองนักท่องเที่ยว
ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศได้หารือในประเด็นดังกล่าวแล้ว และคาดว่าจะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเร็ว ๆ นี้ เนื่องจากมาตรการเดิมเป็นมติ ครม. จึงต้องได้รับความเห็นชอบก่อนมีการเปลี่ยนแปลง
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า กระแสข่าวการยกเลิกฟรีวีซ่า 60 วัน (ผ.60) และอาจกลับไปใช้มาตรการยกเว้นวีซ่า 30 วัน (ผ.30) รวมถึงวีซ่าเมื่อเดินทางถึงประเทศไทย (Visa on Arrival: VOA) ซึ่งอนุญาตให้พำนักไม่เกิน 15 วัน เคยถูกหยิบยกในช่วงแถลงนโยบายรัฐบาล โดยประเมินผลกระทบเชิง Sentiment อยู่ในวงจำกัด เนื่องจากระยะเวลาพำนักยังสอดคล้องกับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวต่างชาติ
โดย ผ.30 จะครอบคลุมนักท่องเที่ยวยุโรปเป็นหลัก ขณะที่ VOA ใช้กับนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งมีระยะเวลาพำนักเฉลี่ยราว 9 วัน และสูงสุดประมาณ 21 วัน ทำให้คาดว่าผลกระทบต่ออัตราการเข้าพัก (Occupancy Rate) ของกลุ่มโรงแรมจะมีจำกัด
ฝ่ายวิจัยมองว่า ภาพรวมระยะกลางของภาคการท่องเที่ยวไทยยังไม่เปลี่ยนแปลงจากการปรับมาตรการวีซ่า โดยในระยะสั้นตลาดให้น้ำหนักกับปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หลังราคาน้ำมันดิบ Brent กลับมายืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้ง
ทั้งนี้ ผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวอาจนำไปสู่การปรับลดเที่ยวบินของสายการบินในช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว (Low Season) แต่คาดว่าจะกระทบผลประกอบการทั้งปีในวงจำกัด โดย Sensitivity Analysis ระบุว่า หากกำไรรายไตรมาสลดลง 30% เมื่อเทียบกับปีก่อน จะส่งผลต่อกำไรทั้งปีไม่เกิน 3%
สำหรับหุ้นที่มีสัดส่วนรายได้ในประเทศสูง ได้แก่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT, บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW, บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL, บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT และบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI มีแนวโน้มเผชิญความผันผวนของราคาหุ้นในช่วงนอกฤดูกาล แต่เป็นจังหวะทยอยสะสม จากมุมมองที่จำนวนนักท่องเที่ยวผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม
กลยุทธ์การลงทุนแบบ Barbell Strategy ยังคงให้น้ำหนักกลุ่ม Reopening ควบคู่กับหุ้นปันผลในกลุ่มธนาคาร ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB, ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK และธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL โดยเลือก AOT เป็นตัวเด่นจากผลกระทบสงครามที่ต่ำกว่ากลุ่ม ขณะที่ ERW มีระดับมูลค่าที่ถูกสุดในกลุ่มโรงแรม และ CENTEL มีแนวโน้มฟื้นตัวดี หากสถานการณ์คลี่คลายและราคาน้ำมันปรับลดลงต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้ง
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/826968&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3p8rzl4ZO-RkdaQYapyeVM

