สถานการณ์ความรุนแรงสงครามในตะวันออกกลางยังคงน่าเป็นห่วงและยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบลงในเร็ววันนี้ และมีการคาดการณ์หากสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อหรือขยายความรุนแรง ผลกระทบที่ตามมาก็จะมากยิ่งขึ้นเช่นกัน ซึ่งประเทศไทยก็ต้องจับตามองติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิดและต้องเตรียมแผนรับมือ ปรับตัวให้ทันกับเหตุการณ์
โดยภาคธุรกิจการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ ได้มีการพูดคุยและแสดงความกังวลใจเกี่ยวกับผลกระทบทางการท่องเที่ยวที่จะเกิดขึ้น หนึ่งในภาคส่วนที่ได้ออกมาแสดงความเป็นห่วงคือ ธุรกิจโรงแรมและที่พัก ซึ่งหากสงครามยืดเยื้อก็จะส่งผลเสียต่อรายได้ในช่วงไฮซีซั่นของปีนี้ ที่เป็นช่วงเวลาที่สร้างเม็ดเงินให้กับผู้ประกอบการ ประชาชน และประเทศ รวมถึงอาจจะส่งผลเกี่ยวกับการจ้างงานในภาพรวมด้วยเพราะหากต้นทุนสูงขึ้น ทางผู้ประกอบการก็มีความจำเป็นที่จะลดต้นทุนลงเพื่อความอยู่รอด



ไพศาล สุขเจริญ นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคเหนือตอนบน กล่าวว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ตะวันออกกลางที่ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใด ทำให้ทางผู้ประกอบการโรงแรมในจังหวัดเชียงใหม่มีความกังวลใจเป็นอย่างมาก ซึ่งตอนนี้ก็เริ่มเห็นผลกระทบบ้างแล้ว เช่นการยกเลิกการจองห้องพักในกลุ่มของนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง และยุโรป เนื่องจากไม่สามารถเดินทางมาได้เพราะสายการบินหลายเที่ยวบินมีการยกเลิกเนื่องจากความปลอดภัยการบิน
“อัตราการจองห้องพักเฉลี่ยเดือนมีนาคม ในภาพรวมของจังหวัดเชียงใหม่เฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 60 – 70 และคาดว่าในเดือนมีนาคม น่าจะเป็นอีกหนึ่งเดือนที่หนักหนาสาหัสสำหรับผู้ประกอบการโรงแรมที่พัก หลังจากนี้ก็ต้องพิจารณาและคาดการณ์เป็นเดือนๆ ส่วนเดือนเมษายนที่จะถึงนี้ก็ยังคาดการณ์ลำบาก คงต้องรอดูสถานการณ์อีกครั้ง แม้ว่าจะมีเทศกาลสงกรานต์ที่จะสร้างสีสันและดึงดูดนักท่องเที่ยวก็ตาม”

นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคเหนือฯ กล่าวอีกว่า หากพูดถึงนักท่องเที่ยวชาวตะวันออกกลางถือเป็นอีกหนึ่งกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ที่สร้างเม็ดเงินให้กับจังหวัดเชียงใหม่จำนวนมาก แม้ว่าจะเดินทางเข้ามาไม่มากกับกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มอื่น แต่มีกำลังซื้อสูง พักผ่อนอยู่หลายวัน ซึ่งสามารถกระจายรายได้สู่ชุมชนได้เป็นอย่างดี ส่วนนักท่องเที่ยวชาวยุโรปก็ถือว่าเข้ามาไม่น้อยและหากหายไปก็จะกระทบเช่นกัน
“เรียกได้ว่าการหายไปของนักท่องเที่ยวชาวยุโรปและตะวันออกกลางทำให้ธุรกิจโรงแรมของจังหวัดเชียงใหม่สะดุด”

สำหรับผลกระทบที่เกิดขึ้นหากเป็นระยะสั้นก็คาดว่าธุรกิจโรงแรมในจังหวัดเชียงใหม่น่าจะเกิดปัญหาทางการเงินเนื่องจากกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เคยเดินทางมาเที่ยวเป็นประจำหายไป ส่วนระยะกลางที่อยู่ที่ 6 เดือนถึงหนึ่งปี ก็คาดว่าโรงแรมส่วนใหญ่ของเชียงใหม่น่าจะยังพอรับมือได้ แต่หากมากกว่าหนึ่งปีขึ้นไปคงต้องมีการปรับตัวประหยัดค่าใช้จ่ายลดต้นทุนให้ได้มากที่สุด
“ทุกโรงแรมไม่ว่าขนาดเล็กหรือใหญ่ต้องรัดเข็มขัดตัวเอง ต้องมีเงินทุนสำรองเอาไว้ และหากนักท่องเที่ยวไม่มาสถานการณ์ย่ำแย่มากอาจจะเห็นภาพโรงแรมหลายแห่งปิดทำการหยุดให้บริการเป็นการชั่วคราว ซึ่งก็จะคล้ายกับช่วงที่มีการแพร่ระบาดของ โควิด-19 ที่นักท่องเที่ยวไม่สามารถเที่ยวได้”
ส่วนการรับมือหลังจากนี้ ทางผู้ประกอบการคงต้องมีการปรับตัวพอสมควร หากเป็นโรงแรมขนาดเล็ก ต้องพยายามเพิ่มนักท่องเที่ยวชาวไทยให้มากขึ้น เพื่อทดแทนชาวต่างชาติที่หายไป ส่วนโรงแรมขนาดกลางคงต้องหวังพึ่งพานักท่องเที่ยวจากเอเชีย หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เข้ามาทดแทน หนึ่งในกลุ่มที่น่าจะเข้ามาช่วยได้บ้างคือกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย ที่เข้ามาในจังหวัดเชียงใหม่ติดหนึ่งในสิบ
ส่วนโรงแรมขนาดใหญ่ หากจะยังหวังพึ่งนักท่องเที่ยวจากโซนยุโรปคงจะลำบาก เพราะนักท่องเที่ยวที่มีกำลังใจสูงนั้นไม่สามารถเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวได้เนื่องจากติดปัญหาเกี่ยวกับสายการบิน อาจจะต้องหวังพึ่งนักท่องเที่ยวชาวจีนที่จะเข้ามาเสริม ส่วนนี้ก็ต้องอาศัยรัฐบาลในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและโปรโมทดึงนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เข้ามาทดแทนให้ได้



นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคเหนือฯ กล่าวด้วยว่า “สิ่งที่น่าเป็นห่วงอีกสิ่งหนึ่งหากสถานการณ์ยืดเยื้อ ก็คือการที่ผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมต้องลดต้นทุน ซึ่งจะส่งผลกับการจ้างงาน ไม่รับพนักงานใหม่ หรือมีความจำเป็นต้องปลดพนักงานออกเพื่อลดค่าใช้จ่าย ต้นทุนเกี่ยวกับสินค้าที่ใช้ในธุรกิจไม่ว่าจะเป็นข้าวของหรือราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น ทางโรงแรมหลายแห่งก็น่าจะต้องลดสิ่งอำนวยความสะดวกภายในห้องพร้อมกับลดราคาห้องพัก หากลดต้นทุนจนถึงที่สุดแล้วยังไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อได้คงต้องหยุดใช้บริการชั่วคราวก็ส่งผลกับเศรษฐกิจในภาพรวมอย่างการจ้างงาน”
“อยากให้สถานการณ์จบและสงบภายใน 3 เดือน เพราะในช่วงกรีนซีซั่นนักท่องเที่ยวชาวตะวันออกกลางและยุโรปจะชื่นชอบจังหวัดเชียงใหม่เป็นอย่างมาก เพราะชอบฝนและท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติมาก เช่นเดียวกันในช่วงไฮซีซั่นเราก็อยากให้การท่องเที่ยวกลับมาคึกคัก”
“ความหวังก็คือรัฐบาลไทยที่จะส่งเสริมการท่องเที่ยวให้มีสิ่งใหม่ๆ ดึงดูดชาวต่างชาติ รวมถึงการดำเนินการโครงการทางการท่องเที่ยวขนาดใหญ่ของจังหวัดเชียงใหม่ อย่างการขยายสนามบินเชียงใหม่ให้เร็วที่สุดและมีศักยภาพมากขึ้นในการรองรับผู้โดยสารและจำนวนเที่ยวบิน จะได้เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ช่วยพัฒนาการท่องเที่ยวให้ดีขึ้น” ไพศาล กล่าว

ด้าน ละเอียด บุ้งศรีทอง ที่ปรึกษาสมาคมโรงแรมไทยภาคเหนือ (ตอนบน) แสดงความคิดเห็นว่า ผลกระทบเกี่ยวกับการสู้รบในพื้นที่ตะวันออกกลาง เริ่มส่งผลถึงผู้ประกอบการโรงแรมที่พักของจังหวัดเชียงใหม่มาประมาณสองอาทิตย์แล้ว จะเห็นได้ว่ามีการยกเลิกการจองห้องพักจากนักท่องเที่ยวชาวตะวันออกกลางและนักท่องเที่ยวที่ต้องไปต่อเครื่องในพื้นที่นั้น เนื่องจากสายการบินมีการยกเลิกเที่ยวบินเพราะไม่สามารถเดินทางผ่านน่านฟ้าได้ แต่สิ่งที่น่าห่วงก็คือหลังจากนี้ยอดในการจองโรงแรมห้องพักถือว่าน้อย และหากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลายก็คาดว่าจะย่ำแย่ลงอีก
“ในตอนนี้ผู้ประกอบการต้องแบกรับความเสี่ยง เนื่องจากการยกเลิกห้องพักจากสถานการณ์ของสงครามที่เกิดขึ้นผู้ประกอบการส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เก็บค่าบริการที่ทำการยกเลิกจากลูกค้าแต่อย่างใด ส่วนลูกค้าที่เป็นชาวต่างชาติที่ทำการยกเลิกส่วนใหญ่จะเป็นตลาดระยะไกล ที่เส้นทางการบินจะต้องผ่านน่านฟ้าในพื้นที่ตะวันออกกลาง หรือเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ต้องไปต่อเครื่องในพื้นที่นั้น”
ส่วนบรรยากาศของโรงแรมที่พักในจังหวัดรอง ก็ถือว่าน่าห่วง แม้ว่าลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าภายในประเทศ ส่วนลูกค้าชาวต่างชาติก็มีบ้างแต่จะไหลมาจากจังหวัดใหญ่ แต่หลังจากนี้หากราคาต้นทุนสูงขึ้นและประชาชนหรือนักท่องเที่ยวมีกำลังจ่ายน้อยก็จะส่งผลกับตลาดภายในประเทศที่เป็นกลุ่มลูกค้าหลักของการท่องเที่ยวในจังหวัดรอง ทำให้ผู้ประกอบการทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ต้องทำการบ้านในการดึงดูดนักท่องเที่ยวภายในประเทศให้ได้มากขึ้น


ละเอียด กล่าวต่อว่า สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของผู้ประกอบการโรงแรมก็คือราคาน้ำมัน ราคาค่าไฟ และราคาสินค้า ที่อาจจะมีการปรับเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นผู้ประกอบการต้องประหยัดพลังงานมากยิ่งขึ้น ต้องลดการใช้ที่ไม่จำเป็น หรือใช้ให้คุ้มค่ามากที่สุด แต่ต้องไม่กระทบกับการใช้บริการของลูกค้า เพราะในช่วงวิกฤตการให้บริการกับลูกค้าก็เป็นสิ่งสำคัญมาก หากลูกค้าประทับใจก็จะมีการบอกต่อว่าบริการดีและกลับมาใช้บริการซ้ำ ซึ่งจะช่วยต่อลมหายใจกับเหล่าผู้ประกอบการได้ในช่วงเวลาแบบนี้
สำหรับโรงแรมที่พักในภาคเหนือ คาดว่าจะสามารถยืนระยะได้ประมาณ 2-3 เดือน หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย หรือยังไม่มีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น แต่หากหลังจากนั้นขยายความรุนแรงและยืดเยื้อก็น่าเป็นห่วง อยากจะให้จบให้เร็วที่สุดเพื่อให้การท่องเที่ยวเดินหน้าต่อไปได้ และไม่อยากจะเห็นภาพของราคาตั๋วเครื่องบินที่สูงขึ้น เพราะจะกระทบกับการตัดสินใจท่องเที่ยวโดยตรง
“ปกติช่วงนี้จะเริ่มเห็นการจองห้องพักในช่วงเดือนเมษายนแล้ว แต่ในปีนี้เรียกได้ว่าเงียบเหงา ซึ่งก็น่าจะมาจากการที่หลายคนติดตามสถานการณ์และอยากจะรัดเข็มขัดประหยัดเงินในกระเป๋า ดังนั้นก็อยากจะให้รัฐบาลมีการพูดคุยและประกาศแผนทั้งระยะสั้น กลาง ยาว เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการได้ติดตามว่าผลและแนวโน้มจะเป็นอย่างไร สร้างการรับรู้และวางมาตรการที่เหมาะสมบนพื้นฐานของความไม่ตื่นตระหนกจนเกินไป”
“และอยากจะเห็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศไทยให้มากขึ้นกว่าเดิม คาดหวังว่าในช่วงเทศกาลสงกรานต์นักท่องเที่ยวคนไทยจะเดินทางเที่ยวภายในประเทศมากขึ้น หากเดินทางออกไปเที่ยวต่างประเทศเม็ดเงินที่จะหมุนเวียนอยู่ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศไทยก็จะลดลงไป”


———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/the-middle-east-conflict-has-disrupted-the-hotel-business-in-chiang-mai-with-tourists-canceling-bookings&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2S-T8jKtF1CEt5prWZsJu-

