จากกรณีสงครามตะวันออกกลาง ยังยืดเยื้อไม่มีทีท่าจะจบลงง่ายๆ ส่งผลให้ภาคธุรกิจต่างๆ ทั่วโลกต่างได้รับผลกระทบ รวมถึงไทยด้วย
ล่าสุดหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยได้ออกแถลงการณ์ เรื่อง การเฝ้าระวังผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อภาคธุรกิจไทย จากความตึงเครียดที่เกิดขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลางในช่วงเวลานี้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก การค้า และห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ
หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยขอแจ้งให้สมาชิกและเครือข่ายผู้ประกอบการทั่วประเทศรับทราบ และขอให้เฝ้าระวังพัฒนาการของเหตุการณ์อย่างใกล้ชิด
ความผันผวนดังกล่าวอาจกระทบต่อการดำเนินธุรกิจในหลายด้าน โดยเฉพาะการส่งออกสินค้า ระบบโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ รวมถึงต้นทุนการผลิตของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งมีแนวโน้มได้รับแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงของราคาพลังงานและน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลก
หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยมีความห่วงใยต่อผู้ประกอบการไทย และกำลังติดตามและประเมินผลกระทบอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์แนวโน้ม และจัดทำข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อการปรับตัวของภาคธุรกิจ
แนวทางเบื้องต้นสำหรับผู้ประกอบการ เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยขอเสนอแนวทางเบื้องต้นสำหรับผู้ประกอบการ ดังนี้
- ติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและตลาดพลังงานอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ และเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญ เช่น ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักของการค้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวของโลก เนื่องจากความผันผวนของราคาพลังงานอาจส่งผลโดยตรงต่อค่าไฟฟ้า ต้นทุนการผลิต และค่าขนส่ง
- ประเมินผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและการขนส่งระหว่างประเทศ ผู้ประกอบการควรทบทวนแผนการจัดหาวัตถุดิบ การขนส่ง และกำหนดการส่งมอบสินค้า โดยเฉพาะการส่งออกไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางหรือเส้นทางที่อาจได้รับผลกระทบจากความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางทะเล ซึ่งอาจทำให้เกิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น ค่าเบี้ยประกันภัยความเสี่ยงสงคราม (War Risk Premium) และความล่าช้าในการขนส่งสินค้า
- บริหารต้นทุนโลจิสติกส์ พลังงาน และความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนอย่างรอบคอบ จากแนวโน้มราคาน้ำมัน ค่าระวางเรือ และความผันผวนของค่าเงินในตลาดโลก ผู้ประกอบการควรติดตามต้นทุนการขนส่งและความเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด พร้อมทบทวนเงื่อนไขสัญญาการขนส่งและการชำระเงินระหว่างประเทศ
- ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและส่งเสริมมาตรการประหยัดพลังงานในสถานประกอบการ ภาคธุรกิจควรเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในกระบวนการผลิต การขนส่ง และการดำเนินงาน เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงานและช่วยควบคุมต้นทุนในระยะยาว
- ประเมินความเพียงพอและความต่อเนื่องของวัตถุดิบในการผลิต โดยเฉพาะวัตถุดิบที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ ผู้ประกอบการควรตรวจสอบระดับสต็อกสินค้า วางแผนสำรองวัตถุดิบ และพิจารณาแหล่งจัดหาทางเลือก เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน
- จัดทำแผนบริหารความเสี่ยงและวางแผนรองรับหลายสถานการณ์ ภายใต้ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ผู้ประกอบการควรเตรียมแผนรองรับหลายสถานการณ์ ทั้งในด้านต้นทุนพลังงาน โลจิสติกส์ และ ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินระหว่างประเทศ เพื่อให้สามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลง
- ดูแลสภาพคล่องทางการเงินและบริหารกระแสเงินสดโดยเฉพาะธุรกิจที่พึ่งพาการส่งออกหรือการนำเข้าวัตถุดิบ ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและระยะเวลาขนส่งที่ยาวนานขึ้น
- ติดตามมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ เนื่องจากภาครัฐอยู่ระหว่างการพิจารณามาตรการรองรับในด้านพลังงาน การเงิน และการค้า เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อประชาชนและภาคธุรกิจ
ทั้งนี้ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยจะติดตามพัฒนาการของสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และพร้อมทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการสื่อสารข้อมูลที่สำคัญ รวมถึงประสานข้อคิดเห็นจากภาคธุรกิจไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวและดำเนินธุรกิจได้อย่างเหมาะสมท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ และขอให้สมาชิกติดตามความเคลื่อนไหวจากหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5685464/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3O9k6EVo14fBQPof38K7RY

