‘กรณ์’ เผยไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากสงครามอิหร่าน ไม่ใช่แค่จากราคาพลังงานที่สูงขึ้น แต่ยังเป็นเรื่องอุปทานขาดแคลน
จากงานสัมมนา ‘Unlock the unknown(s)’ ที่จัดโดย บลจ.วรรณ ในวันนี้ (12 มีนาคม) บนเวทีเสวนาพิเศษที่มีกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นหนึ่งในผู้บรรยาย
กรณ์กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีแนวโน้มที่ได้รับผลกระทบในทางลบมากที่สุดจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะหากสถานการณ์ยืดเยื้อ
มิติแรกที่สำคัญที่สุดคือ ความอ่อนไหวต่อต้นทุนพลังงาน ไม่ว่าจะน้ำมันหรือแก๊ส ซึ่งผลกระทบต่อไทยไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของราคาที่สูงขึ้น แต่รวมถึงเรื่องอุปทานของการเข้าถึงแหล่งพลังงานด้วย
“เราซื้อพลังงานจากตะวันออกกลางในสัดส่วนค่อนข้างสูง”
โดยกรณ์กล่าวเทียบกับกลุ่มประเทศตะวันตกว่า “ประเทศตะวันตกรอบนี้ได้รับผลกระทบอย่างเก่งคือเรื่องของราคา แต่ว่าในเรื่องของซัพพลาย เขาไม่ได้พึ่งพาตะวันออกกลางมากเท่ากับพวกเรา”
ขณะที่สต็อกพลังงานของไทยก็มีน้อยกว่าหลายๆ ประเทศ อย่างญี่ปุ่นมีสต็อกรองรับกว่า 200 วัน เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นอีกจุดที่ค่อนข้างเปราะบางสำหรับไทย ไม่ใช่เพียงแค่ให้ว่าทำให้มีพลังงานในต้นทุนที่ไม่สูงเกินไป แต่จะทำอย่างไรให้พลังงานไม่ขาดแคลน
“ผมคิดว่าในระยะยาวต้องปรับโครงสร้างภาคพลังงาน อย่างเช่นไฟฟ้า วันนี้เราใช้แก๊สประมาณ 70% ในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งหลายๆ ภาคส่วนก็พูดมานานแล้วว่าสูงเกินไป จริงๆ เราควรได้รับบทเรียนเรื่องนี้ตั้งแต่ วิกฤตพลังงานช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน แต่เราก็ไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างมากนัก” กรณ์กล่าว
มิติที่สองคือ ผลกระทบต่อภาคการเกษตร ปัจจุบันเริ่มประสบปัญหาเรื่องของราคาและการขาดแคลนปุ๋ย ส่วนผสมของปุ๋ยที่สำคัญที่สุดเป็นผลผลิตจากทางตะวันออกกลางเช่นเดียวกัน ซึ่งส่งขนส่งมาที่ไทยไม่ได้ในขณะนี้ ส่วนนี้จะเป็นปัญหาต่อเกษตรกร เพราะไทยกำลังเข้าสู่ช่วงฤดูกาลเพาะปลูก
มิติที่สามคือ การท่องเที่ยว การค้า และการลงทุน ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่พึ่งพาการท่องเที่ยวในสัดส่วนที่สูงต่อ GDP และยังเป็นเศรษฐกิจที่เปิดซึ่งอ่อนไหวต่อการชะลอตัวของการค้าและการลงทุนจากต่างประเทศ
รศ.ดร.สมชาย แนะ 5 วิธีบริหารความเสี่ยงรับมือความผันผวน
ด้าน รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง ได้ให้มุมมองถึงทิศทางและแนวโน้มในการบริหารความเสี่ยงทั้งระดับมหภาคและจุลภาค เพื่อรับมือกับสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยแบ่งออกเป็น 5 ประการหลัก ได้แก่
1. การรับมือกับ Geoeconomic Fragmentation คือการที่โลกกำลังเข้าสู่ยุคของการแบ่งขั้วทางการค้าและการลงทุน ซึ่งนำไปสู่การพึ่งพาระดับภูมิภาคมากขึ้น ประเทศต่างๆ จะพยายามสร้างความเชื่อมโยงกันเองเพื่อลดผลกระทบจากสงครามการค้า เช่น ระหว่างสหรัฐฯ และจีน ดังนั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องศึกษาและเตรียมขยายเครือข่ายการค้ารองรับการเปลี่ยนแปลงนี้
2. การปรับตัวของห่วงโซ่อุปทาน จะเกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ Reshoring การย้ายฐานการผลิตกลับประเทศแม่ เช่น บริษัทอเมริกันย้ายจากไทยกลับไปสหรัฐฯ ถัดมาคือ Nearshoring การย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศใกล้เคียง เช่น ย้ายไปเม็กซิโกเพื่อเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ หรือยุโรป หรือการใช้ประเทศในอาเซียนเป็นฐานทัพใหม่ สุดท้ายคือ Friendshoring การเลือกลงทุนหรือสร้างห่วงโซ่อุปทานในกลุ่มประเทศที่เป็นมิตรต่อกัน
3. การปรับตัวเชิงกลยุทธ์ผ่าน FTA ประเทศต่างๆ จะเร่งรวมกลุ่มและเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) มากขึ้น ตัวอย่างเช่น สหภาพยุโรปที่เพิ่งบรรลุข้อตกลงกับกลุ่ม Mercosur (บราซิล อาร์เจนตินา อุรุกวัย ปารากวัย) และอินเดีย หลังจากเจรจากันมานานกว่า 20 ปี สำหรับประเทศไทยเองก็กำลังเร่งผลักดัน FTA กับสหภาพยุโรปเช่นกัน
4. การขยายการลงทุนไปต่างประเทศ นอกจากการดึงเม็ดเงินลงทุนเข้าประเทศ ไทยต้องมองหาโอกาสจากการลงทุนในต่างประเทศผ่านเครือข่าย FTA เช่น การใช้ประโยชน์จาก FTA ไทย-เปรู เพื่อเป็นสปริงบอร์ดเจาะตลาดกลุ่ม Andean Community หรือ Pacific Alliance (โคลอมเบีย ชิลี เม็กซิโก) ซึ่งจะช่วยเปิดประตูสู่ตลาดอเมริกากลางและอเมริกาเหนือได้กว้างขึ้น
5. การยกระดับสินค้าและบริการ ภาคธุรกิจและประเทศไทยโดยรวมจำเป็นต้องเร่งหาโอกาสใหม่ๆ เช่น การผลักดันความตกลง CPTPP ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพของทั้งสินค้าและบริการ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลก
ภายในงานสัมมนาเดียวกัน พจน์ หะริณสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน วรรณ จำกัด กล่าวว่า ทุกครั้งที่เกิดสถานการณ์แบบ Tail Risk (ความเสี่ยงจากการเคลื่อนไหวของราคาแบบสุดขั้วหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยาก) อย่างสงครามที่เกิดขึ้นในขณะนี้ การพึ่งพาสินทรัพย์ดั้งเดิม (Traditional asset) อย่างหุ้นและตราสารหนี้เพียงอย่างเดียว อาจจะไม่ปลอดภัย
นักลงทุนจึงควรกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ทางเลือกมากขึ้น เช่น REITs หรือทองคำ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่พิสูจน์แล้วว่ามักจะเคลื่อนไหวตรงกันข้ามกับสินทรัพย์อย่างหุ้นและตราสารหนี้ ช่วยกระจายความเสี่ยงในการลงทุน
ภาพ: DKosig / GettyImages
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-economy-iran-us-war-impact/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DsN2fyDTTUhSKW6MqX8yv

