• Thu. Mar 12th, 2026

ยุทธศาสตร์การรับมือและบทบาทของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ GCC ต่อความตึงเครียดอิหร่าน

ยุทธศาสตร์การรับมือและบทบาทของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ-gcc-ต่อความตึงเครียดอิหร่านยุทธศาสตร์การรับมือและบทบาทของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ GCC ต่อความตึงเครียดอิหร่าน
  • ความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สามตัวชี้วัดหลัก

ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งกับสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออีได้เผชิญกับสภาวะวิกฤตดังกล่าว โดยอาศัยรากฐานทางเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพ และมีความยืดหยุ่นสูง โดยสามารถพิจารณาผ่านตัวชี้วัดเชิงยุทธศาสตร์ ประการ ที่สะท้อนถึงศักยภาพในการรักษาเสถียรภาพภาพรวมของประเทศ ดังนี้

พันล้าน  USD

รายได้ต่อปีของ  EDGE กลุ่มอุตสาหกรรมกลาโหมของยูเออี

 

1.8  ล้านล้าน USD

มูลค่ากองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติอาบูดาบี  (≈ 4 เท่าของ GDP)

 

4%

อัตราการเติบโต  GDP เฉลี่ยต่อปีตั้งแต่ปี 2533–2567

  • การพึ่งพาตนเองด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ จัดตั้งกลุ่มบริษัท Edge ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจด้านความมั่นคงที่มีรายได้รวมกว่า พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็นดัชนีชี้วัดที่สำคัญถึงความสำเร็จในการขับเคลื่อนนโยบายพึ่งพาตนเองทางยุทโธปกรณ์ โดยเฉพาะการพัฒนานวัตกรรมระบบป้องกันภัยทางอากาศ อาทิ SkyKnight และระบบสกัดกั้นอากาศยานไร้คนขับด้วยการใช้ AI รบกวนสัญญาณ ผลิตที่ Tawazun Industrial Park -กรุงอาบูดาบี สามารถช่วยลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศและเสริมสร้างความมั่นคงในระดับภูมิภาค ทั้งทำให้ในอาบูดาบีติดอันดับ 25 กลุ่มกลาโหมชั้นนำของโลก

  • ความแข็งแกร่งของเกราะป้องกันทางการคลัง โดยกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Funds : SWFs) ของอาบูดีบี ซึ่งมีมูลค่าสินทรัพย์รวมสูงถึง 1.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ทำหน้าที่เป็น”ป้อมปราการทางการเงิน” ที่สำคัญยิ่ง โดยมูลค่าสินทรัพย์ดังกล่าวสูงกว่า GDP ถึง เท่า ส่งผลให้ภาครัฐมีขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการคลังแบบขยายตัว เพื่อพยุงเศรษฐกิจภาคเอกชนและกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศได้แม้ในสภาวะวิกฤต

  • อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แท้จริง อัตราร้อยละ ต่อปี (ค่าเฉลี่ยสะสมตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533) อ้างจากข้อมูลธนาคารโลก ระบุว่า GDP ที่แท้จริงของยูเออี เพิ่มขึ้นจาก 127,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2533 เป็น462,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2567 แม้จะต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ระดับโลกหลายครั้ง อาทิ สงครามอ่าวเปอร์เซีย วิกฤตราคาน้ำมัน พ.ศ. 2541 วิกฤตการณ์การเงินโลก อาหรับสปริง และการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ถึงศักยภาพในการฟื้นตัวอย่างยั่งยืน

  • เศรษฐกิจอ่าวภายใต้วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ

การปิดช่องแคบฮอร์มุซเกือบทั้งหมด ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันราวหนึ่งในห้าของโลก ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก GCC แม้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 20 ในสัปดาห์แรก แต่ตลาดยังคาดว่าวิกฤตจะเกิดขึ้นเพียงระยะสั้น อย่างไรก็ดี สถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนสูง

ซาอุดีอาระเบียสามารถเลี่ยงโดยการส่งออกน้ำมันผ่านท่อส่งตะวันออก–ตะวันตกได้ราว ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่ยูเออีมีท่อส่งน้ำมันไปยังท่าเรือฟูไจราห์ (ความยาว 240 ไมล์) เป็นเส้นทางสำรอง อย่างไรก็ตาม กำลังรองรับยังไม่เพียงพอทดแทนช่องแคบฮอร์มุซทั้งหมด อีกทั้งเหตุโจมตีท่าเรือฟูไจราห์และเรือบรรทุกน้ำมันเพิ่มความเสี่ยงด้าน   โลจิสติกส์ ขณะที่คูเวตมีพื้นที่จัดเก็บน้ำมันสำรองเพียงประมาณสองสัปดาห์ และอิรักเริ่มลดกำลังการผลิตแล้ว

ผลกระทบทางการคลังที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ

ประเทศ

สถานการณ์และความเสี่ยง

ระดับความเสี่ยง

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

เบี่ยงเส้นทางผ่านฟูไจราห์ได้บางส่วน (แต่ถูกโจมตีแล้ว);  ท่อส่งน้ำมันตะวันออกตะวันตกยังใช้งานกองทุนความมั่งคั่งใหญ่สุดในภูมิภาค

ปานกลาง

ซาอุดีอาระเบีย

ท่อตะวันออกตะวันตกใช้งานได้  (5  ล้านบาร์เรล/วัน);  โรงกลั่น  Ras Tanura ถูกโดรนโจมตี เส้นทางสำรองยังไม่เพียงพอ

สูง

กาตาร์

Ras Laffan LNG (1 ใน ของโลกถูกโจมตี หยุดบางส่วนมีกองทุน  QIA  เป็นกันชนเคยรับมือการโจมตีปี  2568

สูง

คูเวต

พึ่งพาฮอร์มุซทั้งหมดพื้นที่จัดเก็บเหลือ  ~2  สัปดาห์; KIA เป็นกันชนการคลัง

สูงมาก

บาห์เรน

ไม่มีเส้นทางสำรองหนี้สาธารณะ ~150%  ของ  GDP;  ขาดดุลสองหลักมีโอกาสรับเงินช่วยเหลือจากเพื่อนบ้าน

วิกฤต

โอมาน

แหล่งผลิตอยู่ทางตะวันออกของช่องแคบแทบไม่ได้รับผลกระทบได้ประโยชน์จากราคาสูง

ต่ำ

อิรัก  (ทางใต้)

แหล่งผลิตทางใต้หยุดบางส่วนแล้วฮอร์มุซเป็นเส้นทางเดียว

สูงมาก

  • นอกเหนือจากน้ำมันวิกฤตความเชื่อมั่น

ความขัดแย้งในภูมิภาคส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของ GCC ซึ่งก่อนหน้านี้มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ เช่น การท่องเที่ยวของซาอุดีอาระเบีย โครงการศูนย์ข้อมูล AI ของอาบูดาบี และการขยายศูนย์การเงิน DIFC ของดูไบ แม้ตลาดหุ้นปรับลดลงแต่ยังไม่อยู่ในภาวะวิกฤต โดย JPMorgan ปรับลดคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจนอกภาคน้ำมันของ GCC ลงเฉลี่ยร้อยละ 1.2 ขณะที่ยูเออีได้รับผลกระทบมากที่สุด

ทั้งนี้ เศรษฐกิจนอกภาคน้ำมันของภูมิภาคยังพึ่งพาก๊าซธรรมชาติที่ผลิตควบคู่กับน้ำมัน เมื่อการผลิตน้ำมันลดลง จึงส่งผลต่อภาคพลังงานและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น ไฟฟ้า โลหะ ปุ๋ย และปิโตรเคมี ขณะที่การขนส่งทางบกและทางอากาศสามารถทดแทนได้เพียงบางส่วนและมีต้นทุนสูงขึ้น

  • กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของ GCC : กลไกการเงินยามวิกฤต

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา กองทุน SWFs ของประเทศ GCC มีบทบาทสำคัญในการสะสมเงินทุนในช่วงที่รายได้จากน้ำมันอยู่ในระดับสูง และนำทรัพยากรดังกล่าวมาใช้รองรับภาวะวิกฤต เหตุความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกพลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน และภาระด้านความมั่นคง กำลังทดสอบบทบาทของกองทุนเหล่านี้ในระดับที่สำคัญที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตการเงินโลกปี 2551

มูลค่ากองทุน SWF ของ GCC รวมประมาณ  5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยยูเออีเพียงประเทศเดียวถือครองสินทรัพย์ราว 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ผ่านกองทุนของอาบูดาบี ประสบการณ์ในอดีตสะท้อนให้เห็นว่า ทรัพยากรทางการเงินเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาเสถียรภาพของรัฐในช่วงวิกฤต ดังเช่นกรณีของสถาบันการลงทุนคูเวต (KIA) ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2496 และมีบทบาทสำคัญในการบริหารทรัพย์สินของประเทศในช่วง       การรุกรานของอิรักในปี 2533

ก่อนเกิดความตึงเครียดในปัจจุบัน กองทุน SWFs ของภูมิภาคได้ขยายการลงทุนไปสู่ระดับสากล โดยเฉพาะในสาขาเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล อย่างไรก็ตาม ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน นักวิเคราะห์คาดว่ากองทุนเหล่านี้อาจปรับทิศทางการลงทุนในระยะสั้น โดยให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจภายในประเทศมากขึ้น อาทิ ความมั่นคงด้านอาหาร ความต่อเนื่องของระบบพลังงาน และสภาพคล่องของระบบการเงิน

ทั้งนี้ สินทรัพย์ของกองทุน SWF มีทั้งส่วนที่สามารถแปลงเป็นเงินสดได้รวดเร็ว เช่น พันธบัตรรัฐบาลและหุ้นในตลาดทุน และส่วนที่มีสภาพคล่องต่ำ เช่น โครงสร้างพื้นฐานหรือการลงทุนในหุ้นนอกตลาด ซึ่งอาจต้องใช้เวลาในการปรับพอร์ตการลงทุน ด้วยเหตุนี้ แนวโน้มในระยะสั้นจึงคาดว่าจะเป็นการชะลอการลงทุนในต่างประเทศและปรับพอร์ตการลงทุนอย่างค่อยเป็นค่อยไป มากกว่าการจำหน่ายสินทรัพย์ขนาดใหญ่ในลักษณะเร่งด่วน

ในระยะยาวทิศทางเศรษฐกิจของภูมิภาคอ่าวจะขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาค หากความตึงเครียดคลี่คลายโครงการกระจายโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศอ่าว เช่น แผน Vision 2030 ของซาอุดีอาระเบีย นโยบายเศรษฐกิจเทคโนโลยีขั้นสูงของอาบูดาบี และการพัฒนาศูนย์กลางการเงินของดูไบ ยังคงมีศักยภาพที่จะเดินหน้าต่อไปได้ อย่างไรก็ดี หากความไม่แน่นอนทางความมั่นคงยังคงดำเนินต่อไป อาจส่งผลให้ระดับความเสี่ยงด้านการลงทุนในภูมิภาคเพิ่มสูงขึ้นในระยะยาว

ในปัจจุบัน กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของประเทศอ่าวยังคงทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการรองรับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจ รักษาเสถียรภาพของระบบการเงิน และคงไว้ซึ่งทางเลือกเชิงนโยบายในช่วงเวลาที่มีความไม่แน่นอนสูงของภูมิภาค

  • กองทุน SWFs ของ GCC กับโอกาสของประเทศไทย

ท่ามกลางความตึงเครียดในภูมิภาค GCC เผชิญความเสี่ยงสำคัญ ด้าน ได้แก่ (1) ความมั่นคงด้านอาหาร เนื่องจากต้องนำเข้าอาหารกว่า 80–90% และเส้นทางขนส่งทางทะเลมีความไม่แน่นอน และ (2) ความจำเป็นในการกระจายการลงทุนไปยังต่างประเทศที่มีเสถียรภาพ ไทยจึงมีศักยภาพตอบโจทย์ทั้งสองด้าน ในฐานะผู้ส่งออกอาหารรายสำคัญของโลกและเป็นตลาดเกิดใหม่ที่มีเสถียรภาพในอาเซียน

  • ความมั่นคงด้านอาหารไทยสามารถขยายความร่วมมือกับ GCC โดย (1) ส่งเสริมการลงทุนของกองทุน SWF เช่น PIF หรือ QIA ในธุรกิจเกษตรและอาหารแปรรูปของไทย (2) จัดทำสัญญาซื้อขายระยะยาว (Offtake Agreement) สำหรับสินค้าอาหารหลัก เช่น ข้าว ไก่ และกุ้ง (3) พัฒนา Agri-Food Zone ร่วมกับกองทุน เช่น Mubadala หรือ ADQ      เพื่อเป็นฐานผลิตอาหารส่งออกไป GCC

  • การลงทุนโดยตรง (FDI) : ไทยมีโอกาสดึงเงินลงทุนจากกองทุน GCC ในโครงการโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมใหม่ เช่น โครงการ EEC ท่าเรือแหลมฉบัง สนามบินอู่ตะเภา โครงการ Land Bridge รวมถึงพลังงานสะอาด     ยานยนต์ไฟฟ้า และเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการลงทุนระยะยาวของกองทุน 

ที่มา : AGBI Analysis (March 2026) · Reuters Dubai/Abu Dhabi (March 6, 2026) · JPMorgan GCC Economic Note · Global S

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/ljgrz6gaoupii0zghibgqenw&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NkL0rcNOQCqMCSCUshM3k