• Wed. Mar 11th, 2026

ถอดบทเรียนความสำเร็จ ตลาดรอมฎอน ซี.เอส ต้นแบบการกระจายรายได้

ถอดบทเรียนความสำเร็จ-ตลาดรอมฎอน-ซี.เอส-ต้นแบบการกระจายรายได้ถอดบทเรียนความสำเร็จ ตลาดรอมฎอน ซี.เอส ต้นแบบการกระจายรายได้

หากอ้างอิงตาม รายงานการวิเคราะห์สถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย ประจำปี 2567 ที่จัดทำโดย สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ ระบุถึงสถานการณ์ความยากจนตาม “เส้นความยากจน” ของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส ติดอันดับ 10 จังหวัดที่มีสัดส่วนคนจนสูงสุด โดยเฉพาะในจังหวัดปัตตานี ที่อยู่ใน Top 5 จังหวัดที่ประชากรยากจนที่สุดต่อเนื่องกันอย่างน้อย 15 ปี สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความยากจนเรื้อรังที่เกิดขึ้นในพื้นที่อย่างชัดเจน

ยิ่งในวันนี้ จังหวัดปัตตานี ยังคงอยู่ภายใต้นิยามของ “3 จังหวัดชายแดนใต้” ประชาชนยังคงต้องใช้ชีวิตท่ามกลางปัญหาการก่อการร้ายในพื้นที่ที่ยังไม่สงบลง ทำให้คนเมืองกรุงหรือคนต่างถิ่นอย่างเราอดคิดไม่ได้ว่าบรรยากาศของเมืองปัตตานีคงไม่คึกคักเท่าที่ควร ผู้คนคงยังต้องใช้ชีวิตกันด้วยความระแวดระวัง การออกมาจับจ่ายใช้สอย ซื้อข้าวของ คงไม่ได้มีมากนัก
จนกระทั่ง ล่าสุด เรามีโอกาสให้เดินทางไปเยี่ยมเยือนจังหวัดปัตตานีในช่วงเดือนรอมฎอนหรือเดือนแห่งการถือศีลอดของพี่น้องชาวมุสลิม ภาพจินตนาการตามข้อมูลลายลักษณ์อักษร รวมถึงข้อมูลทางสถิติจากทุกแหล่งข่าวไปอย่างสิ้นเชิง เพราะภาพความมีชีวิตชีวา รอยยิ้มของผู้คนที่พร้อมต้อนรับผู้มาเยือน ตลอดจนความคึกคักของเศรษฐกิจท้องถิ่นที่เริ่มต้นหลังพระอาทิตย์ตกดิน ที่อยู่ตรงหน้า โกหกไม่ได้เลยว่า เมืองปัตตานี ไม่ใช่อย่างที่เราคิดเลย

นั่นเป็นเพราะ “เดือนรอมฎอน” หรือที่คนในพื้นที่เรียกกันสั้นๆว่า “เดือนบวช” เป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจชุมชนของจังหวัดปัตตานีมีอัตราการเติบโตสูงแบบก้าวกระโดดก็ว่าได้ โดยตั้งแต่ช่วงบ่ายของทุกวันในเดือนบวช บรรยากาศในชุมชนเมืองปัตตานีจะค่อยๆ เปลี่ยนไป จากที่หลับไหลในช่วงกลางวัน ค่อยๆคึกคักขึ้นเรื่อยๆ หลังพระอาทิตย์ตกดิน ซึ่งถ้าใครอยากซึมซับบรรยากาศนี้ ขอแนะนำให้เดินทางไปยัง “ตลาดรอมฎอน” หรือ Pasar Ramadan ที่กระจายอยู่ทั่วเมืองปัตตานี ไม่ว่าจะเป็นตลาดรอมฎอนจะบังติกอ ,ตลาดรอมฎอนปูยุด, ตลาดรอมฎอนยะหริ่ง หรือตลาดรอมฎอนข้างมัสยิดกรือเซะ ที่เราได้มีโอกาสได้ไปเยี่ยมเยือน
ตลาดรอมฎอน จึงเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนในเมืองปัตตานีช่วงเดือนถือศีลอด มีความสำคัญมากกว่าการเป็นตลาดที่ประชาชนชาวปัตตานีจะมาจับจ่ายใช้สอยช่วงถือศีลอด แต่ถือเป็น “กลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและเป็นพื้นที่สร้างความมั่นคงทางสังคม” ในเวลาเดียวกัน โดยว่ากันว่าแค่ช่วงเวลา 1 เดือนที่มีการเปิด ตลาดรอมฎอน สามารถสร้างรายได้ให้คนในพื้นที่และสร้างอัตรากการเติบโตของเศรษฐกิจได้มากกว่าช่วงเวลาปกติถึง 6 เท่า

ด้วยจุดแข็งของ “ตลาดรอมฎอน” ในฐานะกลไกสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนของจังหวัดปัตตานีและเศรษฐกิจท้องถิ่น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โรงแรม ซี.เอส. ปัตตานี และ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ.ปัตตานี) จึงได้ร่วมมือกันเปิด ตลาดรอมฎอน แห่งใหม่ “ตลาดรอมฎอน ซี.เอส. ปัตตานี” ซึ่งเป็นตลาดนัดที่จัดขึ้นเฉพาะช่วงเดือนที่พี่น้องที่นับถือศาสนาอิสลามถือศีลอด บริเวณหน้าโรงแรม ซี.เอส. ปัตตานี จ.ปัตตานี โดยมี หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (รวพ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) เป็นผู้สนับสนุนทุนวิจัยในครั้งนี้
โดยในปี 2569 นี้ ตลาดรอมฎอน ซี.เอส. ได้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งตลาดแห่งนี้เกิดขึ้นครั้งแรกในปี 2568 เพื่อรองรับการจับจ่ายใช้สอยของพี่น้องชาวไทยมุสลิมในช่วงเดือนบวช จนมาในวันนี้ มีการนำองค์ความรู้ในงานวิจัยมาปรับใช้ ทำให้ ตลาดรอมฎอน ซี.เอส. เป็นต้นแบบของตลาดรอมฎอนที่มีการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยต่อยอดศักยภาพของพ่อค้า แม่ค้า ในตลาดให้สามารถสร้างรายได้ สร้างอาชีพ ได้ตลอดทั้งปี

คุณนนทวัฒน์ คงเหมาะ ผู้จัดการตลาดรอมฏอนซีเอส

รับรู้จุดเริ่มต้นของการก่อร่างสร้าง “ตลาดรอมฎอน ซี.เอส.” ตลาดที่เกิดขึ้นได้ด้วยความตั้งใจดีและไม่นิ่งดูดายของ โรงแรม ซี.เอส. ปัตตานี

คุณนนทวัฒน์ คงเหมาะ ผู้จัดการตลาดรอมฏอนซีเอส ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมถึงการเกิดขึ้นของ “ตลาดรอมฎอน ซี.เอส.” ว่า
“จุดเริ่มต้นของตลาดฯ มาจากแนวคิดและความตั้งใจของ คุณอนุศาสน์ สุวรรณมงคล ผู้บริหาร โรงแรมซีเอส ปัตตานี ซึ่งเล็งเห็นถึงบทบาทของภาคเอกชนในการมีส่วนร่วมพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจท้องถิ่นในพื้นที่ จังหวัดปัตตานี โดยเฉพาะในช่วงเดือนรอมฎอนอันเป็นเดือนสำคัญของพี่น้องชาวไทยมุสลิม”
“คุณอนุศาสน์ได้วางแนวคิดในการให้ความช่วยเหลือชาวบ้านอย่างชัดเจน โดยเล็งเห็นว่าท่ามกลางบริบทที่ จ.ปัตตานี มีผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากต้องเผชิญกับความเปราะบางทางเศรษฐกิจ จากต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น และข้อจำกัดทางด้านพื้นที่ค้าขาย จึงมีความคิดที่จะเปิดพื้นที่บริเวณสนามหญ้าหน้าโรงแรมให้เป็นตลาดชั่วคราวในช่วงเดือนรอมฎอน โดยไม่เก็บค่าเช่าพื้นที่ เพื่อให้พ่อค้าแม่ค้ารายย่อยได้มีโอกาสในการสร้างรายได้”
คุณอนุศาสน์ สุวรรณมงคล ผู้บริหาร โรงแรมซีเอส ปัตตานี
“แนวคิดนี้สะท้อนถึงความเข้าใจในบริบทของสังคมในพื้นที่ ซึ่งเดือนรอมฎอนไม่เพียงเป็นช่วงเวลาแห่งศรัทธา หากยังเป็นช่วงที่การจับจ่ายอาหารละศีลอดมีความคึกคัก การจัดตั้งตลาดจึงเป็นการตอบโจทย์ทั้งวิถีชีวิต ศาสนา และเศรษฐกิจ ในเวลาเดียวกัน”
“ตลาดรอมฎอน ซี.เอส. จึงเกิดขึ้นจากความตั้งใจเล็กๆ ที่อยากช่วยให้ชาวบ้านมีที่ทำมาหากิน แล้วค่อยๆ เติบโตจนกลายเป็นพื้นที่เศรษฐกิจชุมชนที่มีผู้ประกอบการเข้าร่วมกว่า 200 ร้านค้าในปัจจุบัน อีกทั้งยังพัฒนาไปสู่การบริหารจัดการที่เป็นระบบและต่อยอดสู่การบูรณาการความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ”

“โดยเมื่อปีที่แล้วตลาดแห่งนี้สามารถสร้างยอดขายสูงถึง 30 ล้านบาท จนมาปีนี้สิ่งที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงก็คือเรามีการจัดวางระบบเรื่องการแบ่งปัน ซึ่งผมมองว่าถ้าเราทำระบบสามารถตรวจเช็คได้ว่ามีการแบ่งกันกี่มื้อกี่สิทธิ์มีการแบ่งกันแบบไหน พ่อค้าแม่ค้าสามารถให้ยังไงได้บ้าง เราสามารถให้เขาแจ้งความจำนงในระบบว่าเขาอยากจะแบ่งอาหารกี่มื้อในแต่ละวัน  เช่น 3 มื้อหรือ 2 มื้ออะไรอย่างนี้ โดยเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่เขาจะแบ่งปัน เป็นเรื่องของการทำบุญหรือที่เรียกว่าซะกาต” 
นอกจากนั้น ผู้จัดการตลาดรอมฎอน ซี.เอส ยังได้กล่าวต่อว่าเป้าหมายสูงสุดที่ได้เคยพูดคุยกับคณาจารย์นักวิจัย ม.อ.ปัตตานี คือเราอยากให้ตลาดแห่งนี้ เป็นแหล่งบ่มเพาะผู้ประกอบการให้มีศักยภาพ และสามารถยกระดับไปเชื่อมต่อกับตลาดรอมฏอนในโลกอิสลาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดรอมฏอนซาอุดิอาระเบีย

รศ.ดร.จรีรัตน์ รวมเจริญ

เสริมความเข้มแข็งให้ ตลาดรอมฎอน ซี.เอส.ปัตตานี ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากงานวิจัยอาจารย์ ม.อ.ปัตตานี

ด้าน รศ.ดร.จรีรัตน์ รวมเจริญ นักวิจัยคลัสเตอร์อาหารและผลิตภัณฑ์ฮาลาลจากโครงการสร้างเครือข่ายธุรกิจชุมชนร่วม (Cluster) เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจาก บพท. สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (รวพ.) กระทรวง อว. ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมถึงบทบาทของ ม.อ.ปัตตานี ในการเข้ามาบริหารจัดการตลาดรอมฎอน ซี.เอส. ด้วยองค์ความรู้ นวัตกรรมและเทคโนโลยี จากงานวิจัยว่า
“ตลอดรอมฎอน ซี.เอส. ได้รับการปรับปรุง พัฒนา และยกระดับขึ้นจากตลาดเทศกาลสู่พื้นที่นวัตกรรมสังคม โดยบูรณาการองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีนวัตกรรมจากงานวิจัยเชื่อมโยงกับคลัสเตอร์อาหารและผลิตภัณฑ์ฮาลาล ภายใต้โครงการสร้างเครือข่ายธุรกิจชุมชนร่วม (Cluster) เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากฐานและโครงการแก้ปัญหาความยากจนเชิงยุทธศาสตร์ ในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ที่ดำเนินการโดย ม.อ.ปัตตานี ที่ได้เข้ามาหนุนเสริมการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ” 

โดย รศ.ดร.จรีรัตน์ ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่ากิจกรรมที่ ม.อ.ปัตตานี เข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาตลาดรอมฏอนซีเอส มี 3 ส่วนหลักด้วยกัน ได้แก่ 
1. จัดการระบบข้อมูลโดยทีมผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากสำนักวิทยบริการ ม.อ.ปัตตานี ได้ให้การสนับสนุนเรื่องการออกแบบระบบฐานข้อมูลผู้ประกอบการและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในตลาด เช่นการจัดเก็บข้อมูลของผู้ค้า ตลอดจนประเภทสินค้า แหล่งวัตถุดิบ/การวิเคราะห์ปริมาณความต้องการสินค้าในช่วงเวลาต่างๆ การติดตามการหมุนเวียนรายได้โดยประมาณ การใช้ข้อมูลเชิงระบบช่วยให้การจัดสรรพื้นที่
2. จัดระบบการลงทะเบียนและบริหารผู้ค้า ได้มีการพัฒนาระบบลงทะเบียนล่วงหน้า เพื่อลดความซ้ำซ้อนและสร้างความเป็นธรรมในการจัดสรรพื้นที่จำหน่ายสินค้า โดยมีการวางแนวทางระบบลงทะเบียนออนไลน์/ฐานข้อมูลกลาง การกำหนดโควตาผู้ประกอบการ ซึ่งร้านค้าในแนวทางดังกล่าวถือเป็นการสะท้อนหลักธรรมาภิบาลและลดความขัดแย้งในการบริหารพื้นที่ตลาด
3. จัดระบบการแบ่งปันภายในตลาด ซึ่งจะสอดคล้องกับหลักจิตวิญญาณของเดือนรอมฎอน โดยตลาดได้ออกแบบกลไกการแบ่งปันภายในตลาด มีมุมของอาหารที่แบ่งปัน ทำระบบคูปองในการสนับสนุนอาหาร ที่จะแบ่งปัน ซึ่งผลจากการจัดทำระบบดังกล่าวจะทำให้ทราบถึงจำนวนของร้านค้าที่แจกจ่ายอาหาร ตลอดจนจำนวนผู้ที่มารับสิทธิ์

“นอกจากนั้น ตลาดรอมฎอน ซี.เอส. ปัตตานี ยังเป็นพื้นที่ทดลองปฏิบัติการจริงสำหรับนักศึกษาจาก มหาวิทยาลัยฯ ในการนำองค์ความรู้ทางวิชาการไปประยุกต์ใช้กับผู้ประกอบการในสถานการณ์จริง เช่นการให้คำแนะนำผู้ประกอบการเกี่ยวกับการลงทะเบียนระบบดิจิทัล การทดลองผลิตภัณฑ์ที่กำลังดำเนินงานวิจัย การประชาสัมพันธ์ร้านค้าชุมชน B-Ru shop ของมหาวิทยาลัยในมุมมหาวิทยาลัย ตลาดแห่งนี้จึงกลายเป็นห้องเรียนภาคสนาม ที่เชื่อมโยงทฤษฎีกับการปฏิบัติจริง สอดคล้องกับบทบาทมหาวิทยาลัยในฐานะกลไกพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและสังคมด้วย”

ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ บพท.

บพท. พร้อมทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่ทุกภาคส่วน ดัน “ตลาดท้องถิ่น” เป็นเครื่องมือสร้างความมั่นคงให้เศรษฐกิจชุมชน แก้ปัญหาความยากจนในทุกพื้นที่อย่างยั่งยืน

ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ บพท. หน่วยงานสนับสนุนทุนวิจัย ซึ่งเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญเบื้องหลังความสำเร็จของ ตลาดรอมฎอน ซี.เอส. ปัตตานี ได้ให้มุมมองเชิงกลยุทธ์ในการใช้กลไกตลาดเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนและฐานรากที่น่าสนใจว่า
“ในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจโลก การที่ประเทศไทยพึ่งพาการส่งออกเพียงอย่างเดียวย่อมมีความเสี่ยงสูง ดังนั้น คำตอบที่ยั่งยืนที่จะทำให้ทุกภาคส่วนอยู่ได้ท่ามกลางสภาวะการณ์นี้คือการทำให้ “เศรษฐกิจพื้นที่เติบโตด้วยตัวของเขาเอง”
“โดยการจะทำให้เศรษฐกิจในพื้นที่โตขึ้นได้นั้น ต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนและพัฒนาในหลายด้าน เริ่มจากภาครัฐเองต้องปรับบทบาท โดยหน่วยงานภาครัฐต้องไม่เข้าไปเป็นผู้ลงมือทำธุรกิจเอง อย่างในบริบทนี้ ไม่ควรมาบริหารจัดการตลาดท้องถิ่น แต่ควรปรับบทบาทเป็น “ผู้สนับสนุน” (Supporter) เพื่อเปิดทางให้กลไกในพื้นที่อย่างประชาชน ผู้นำชุมชน เป็นคนนำและเป็นคนออกแบบเอง โดยภาครัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรสนับสนุนในด้านนโยบาย มาตรการ และงบประมาณในระยะยาว”

ขณะที่ การเปิดตลาดท้องถิ่นจำเป็นต้องมีการออกแบบตลาด (Market Design) เพื่อการกระจายรายได้อย่างเป็นระบบโดยมีองค์ประกอบหลักคือ
  • เน้นความเป็นท้องถิ่น (Local Focus): ต้องมีการบริหารจัดการและออกแบบสินค้าที่มาขายในตลาดให้เป็น สินค้าท้องถิ่นอย่างแท้จริง ขณะที่ผู้ที่มาค้าขายก็ต้องเป็นคนที่อยู่ในท้องถิ่นเพื่อให้เกิดการจ้างงานและการหมุนเวียนเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างแท้จริง
  • มีโครงสร้างที่เกื้อกูลกัน: ตลาดต้องเปิดโอกาสให้รายเล็กได้เติบโต โดยที่ธุรกิจรายใหญ่ในพื้นที่ต้องไม่ “กิน” รายเล็ก แต่ต้องช่วยเปิดโอกาสให้
  • สร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน: ต้องสร้าง “ประชาคมตลาด” ที่ประกอบด้วยเครือข่ายธุรกิจและภาคประชาชนในพื้นที่ให้เข้ามาบริหารจัดการตนเอง
  • มีการขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและความรู้ (Data-Driven Economy) เพราะการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากต้องทำอย่างมีทิศทางโดยใช้ “ข้อความรู้และข้อมูล” ไม่ใช่การสั่งการจากบนลงล่าง (Top-down) นอกจากนั้น ยังต้องมีการนำงานวิจัยมาใช้ เพื่อปรับเอาองค์ความรู้และเทคโนโลยีมาช่วยยกระดับมาตรฐานสินค้าและแก้ไขจุดบกพร่องของผู้ประกอบการ
นอกจากนั้น ดร.กิตติ ยังมองว่าพื้นที่จังหวัดปัตตานีมีความได้เปรียบและสามารถใช้จุดที่หลายคนมองว่าเป็นวิกฤตแล้วพลิกเป็นโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นได้อย่างเป็นรูปธรรม
“โมเดลของตลาดรอมฎอนเป็นต้นแบบของการเปลี่ยนจากการตักตวงและการเอาเปรียบ” มาเป็นการ “แบ่งปัน” โดยอาศัยหลักคำสั่งสอนอันดีงามของศาสนาอิสลามในเรื่องของการแบ่งปัน การให้ และพลังแห่งศรัทธามาเป็นแรงจูงใจและกลไกในการสร้างตลาด สร้างเศรษฐกิจท้องถิ่นที่ควบคู่ไปกับวิถีชีวิต ทำให้เกิดความยั่งยืนมากกว่าการยัดเยียดอุตสาหกรรมจากภายนอกเข้ามาในพื้นที่ ขณะที่ จุดที่หลายคนมองว่าเป็นวิกฤต นั่นคือการเกิดปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ในแง่ของการพัฒนาเศรษบกิจท้องถิ่น จุดนี้กลับเป็นโอกาสและจุดแข็ง เพราะทุนธุรกิจใหญ่ เช่น ธุรกิจค้าปลีก ค้าส่ง ขนาดใหญ่จะไม่เข้ามาในพื้นที่มาก ทําให้เศรษฐกิจท้องถิ่นเติบโตได้อย่างเต็มที่”
“นอกจากนั้น เป้าหมายสูงสุดของการใช้กลไกตลาดท้องถิ่น คือ การสร้างงานในพื้นที่ เพื่อให้ลูกหลานไม่ต้องย้ายถิ่นฐานไปทำงานที่อื่นแต่สามารถทำงาน มีรายได้ และดูแลครอบครัวอยู่ในภูมิลำเนาเดิมได้ ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างเศรษฐกิจชุมชนและเศรษฐกิจท้องถิ่นที่มั่นคงได้ในที่สุด”

คุณพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี

บทบาทของจังหวัดปัตตานีและองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ลมใต้ปีกที่พร้อมหนุนเสริมให้กลไกตลาดท้องถิ่นเข้มแข็งได้อย่างยั่งยืน

ต้องยอมรับว่าจุดแข็งของจังหวัดปัตตานีอีกด้าน คือ การมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและมีความมุ่งมั่น ตั้งใจ ในการพัฒนาเมืองปัตตานีอย่างแท้จริง เริ่มจาก คุณพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดรอมฎอนเพื่อยกระดับเศรษฐกิจและสังคมของจังหวัดปัตตานี
“ปัตตานี เมืองแห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์เพื่อสันติภาพที่ยั่งยืน” นี่คือแนวทางสำคัญในการพัฒนาเมืองปัตตานี โดยใช้ตลาดรอมฎอนเป็นหนึ่งในแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนที่เป็นรูปธรรม ซึ่งเน้นความเรียบง่ายแต่ให้พี่น้องประชาชนทุกคนเข้าถึงและมีส่วนร่วมเพื่อต่อยอดตามศักยภาพของตนเอง”

“ที่ผ่านมา ทางจังหวัดฯ มีการพูดคุยกับทีมบริหารของ โรงแรม ซี.เอส. ปัตตานี ถึงแนวคิดการจัดพื้นที่ที่เอื้อต่อวิถีชีวิตในเดือนรอมฎอน และจะปรับบทบาทภาครัฐจาก “ผู้ทำ” เป็น “ผู้สนับสนุน” รวมถึงจะให้ความสำคัญกับการที่รัฐต้องไม่เข้าไปจัดการเองทั้งหมด แต่ปรับบทบาทมาเป็นผู้หนุนเสริมเพื่อให้กลไกในพื้นที่และภาคธุรกิจเอกชนเป็นผู้นำในการออกแบบและบริหารจัดการตลาดด้วยตนเอง เพื่อให้เกิดความคล่องตัวและยั่งยืน”
“นอกจากนั้น เราจะมีการสร้างแบรนด์จังหวัด (Branding Pattani) โดยจะเชื่อมโยงตลาดรอมฎอนเข้ากับภาพลักษณ์ใหม่ของจังหวัด และจะมีการใช้ตลาดเป็นเครื่องมือสร้างสันติภาพและเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้าง “ห่วงโซ่ความเจริญ” ที่ส่งผลให้คนในพื้นที่ได้มีงานทำในถิ่นฐาน ลดการย้ายถิ่น และนำไปสู่ความมั่นคงและสันติภาพที่ยั่งยืนในจังหวัดปัตตานีและชายแดนใต้”
คุณเศรษฐ์ อัลยุฟรี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี
ด้าน คุณเศรษฐ์ อัลยุฟรี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี ได้ขยายความถึงภารกิจในการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากผ่านกลไกตลาดท้องถิ่นว่า
“เราไม่ได้มองตลาดรอมฎอนเป็นเพียงแค่กิจกรรมชั่วคราว แต่ต้องการขยายผลให้เป็นโมเดลที่ยั่งยืน ผ่านการถอดบทเรียนสู่แผนพัฒนาเศรษฐกิจของจังหวัดปัตตานีในระยะยาว เริ่มจากการนำผลการดำเนินงานของตลาดไปจัดทำเป็น “นโยบายสาธารณะ” และกำหนดเป็นแผนพัฒนาจังหวัดเพื่อขับเคลื่อนองคาพยพเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างเป็นระบบ”
“นอกจากนั้น เราควรส่งเสริมให้เกิดการใช้ทรัพยากรท้องถิ่น (Local Supply Chain) อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการผลักดันวัตถุดิบ 100% จากชุมชน มีการศึกษาวิจัยเพื่อยกระดับการใช้ วัตถุดิบในท้องถิ่น (เช่น เนื้อวัว ผัก) มาจำหน่ายในตลาด แทนการสั่งซื้อจากนอกพื้นที่ เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรในจังหวัดด้วย”

การพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นด้วยนวัตกรรม งานวิจัย และเทคโนโลยี

“เซ็นทรัล ทำ” ก้าวสู่ปีที่ 9 พัฒนาชุมชนทั่วไทยแบบองค์รวม พร้อมแชร์ต้นแบบพื้นที่เกษตรคาร์บอนต่ำ ปลูกอะโวคาโดสร้างรายได้ 60 ล้าน @ ชัยภูมิ

72 ปี องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย จากพระราชอุทยาน สู่ความมุ่งมั่นด้าน ESG ระดับโลก

เรียนรู้จาก 7 ตัวแทนผู้นำชุมชนหญิงแกร่ง ร่วมแชร์ประสบการณ์ ส่งต่อแรงบันดาลใจบนเวที ประโยชน์สุขเดย์ by SCG

Post Views: 214

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/03/11/lesson-learn-from-ramadan-cs-pattani-pmua/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZowPBMgPz5t-E6Pq0CCy2