• Wed. Mar 11th, 2026

สงครามอิหร่าน กำลังลาก’ศก.พังทั้งโลก’

สงครามอิหร่าน-กำลังลาก’ศก.พังทั้งโลก’สงครามอิหร่าน กำลังลาก’ศก.พังทั้งโลก’

สงครามระหว่างสหรัฐ-อิสราเอล และอิหร่าน กำลังเข้าสู่จุดที่ “ตึงเครียดสุด” เมื่อยุทธวิธีของสหรัฐมุ่งเป้าไปที่การทำลายล้างศักยภาพทางทหารและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเพื่อลดขีดความสามารถในการสู้รบของอิหร่าน

โดยการโจมตีคลังน้ำมันในอิหร่านไม่เพียงตัดกำลังทางเศรษฐกิจของรัฐบาลเตหะราน  แต่ยังหวังผลเชิงข่มขวัญ ลดทอนการตอบโต้ในระยะยาว แต่ปฏิบัติการดังกล่าวกลับเป็นชนวนเหตุที่ลาก “เศรษฐกิจโลก” เข้าสู่ภาวะเสี่ยงภัยอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

ในขณะที่สหรัฐ เน้นการทำลายเป้าหมายทางทหาร แต่อิหร่านกลับเลือกใช้ “อาวุธทางเศรษฐกิจ” เป็นเครื่องมือตอบโต้ที่ทรงพลังที่สุด โดยมีช่องแคบฮอร์มุซเป็นตัวประกันสำคัญ อิหร่านอาศัยความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์และคลังขีปนาวุธพิสัยใกล้ในการข่มขู่ว่าจะทำให้เส้นทางเดินเรือนี้ไม่ปลอดภัยต่อการเดินเรือพาณิชย์ ซึ่งเมื่อช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดลง อุปทานน้ำมันดิบกว่า 1 ใน 3 ของการส่งออกทางทะเลทั่วโลก และก๊าซ LNG อีก 20% จะถูกตัดขาดทันที ส่งผลให้เกิดการกักตุนและความปั่นป่วนครั้งใหญ่ในตลาดน้ำมันอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

แรงสั่นสะเทือนนี้ได้ผลักดันให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งทะลุ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เข้าสู่ระดับ “Code RED” หรือระดับอันตรายที่สร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจอย่างจริงจัง นักวิเคราะห์ประเมินว่าหากสถานการณ์บานปลาย ราคาน้ำมันอาจพุ่งสูงเกิน 120-130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซ้ำรอยวิกฤติในช่วงต้นของสงครามรัสเซีย-ยูเครน ความผันผวนนี้ไม่ได้ส่งผลแค่ราคาหน้าปั๊ม แต่ยังทำให้ค่าธรรมเนียมประกันภัยเรือบรรทุกน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างหนัก จนบริษัทประกันอาจปฏิเสธการรับประกันภัยสำหรับการเดินเรือในเส้นทางนี้ ซึ่งจะทำให้อุปทานน้ำมันโลกตึงตัวอย่างยิ่ง

เศรษฐกิจสหรัฐ เองก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงความเสียหายนี้ได้ แม้รัฐบาลทรัมป์จะพิจารณาระบายน้ำมันจากคลังสำรองปิโตรเลียมเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) ที่มีอยู่กว่า 415 ล้านบาร์เรล แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าหากเกิดวิกฤตการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มรูปแบบ ปริมาณน้ำมันสำรองเหล่านี้ก็อาจไม่เพียงพอที่จะบรรเทาผลกระทบได้ทั้งหมด ผลที่ตามมาคือภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นรวดเร็ว และแรงกดดันให้ธนาคารกลางต้องคงอัตราดอกเบี้ยหรืออาจต้องปรับดอกเบี้ยขึ้นสูง ซึ่งจะฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐ และลุกลามไปยังตลาดเกิดใหม่อย่างอินเดียและฟิลิปปินส์ หรือแม้แต่ไทยเราเองที่ต้องแบกรับภาระต้นทุนนำเข้ามหาศาล

บทสรุปของความขัดแย้งครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการวัดกำลังทางทหาร แต่เป็นสงครามที่อิหร่านใช้เป้าหมายทางเศรษฐกิจโลกเป็นเครื่องต่อรอง ในขณะที่สหรัฐ พยายามทำลายคลังแสงของอิหร่าน และอิหร่านก็กำลังทำให้เสถียรภาพทางการเงินของโลกสั่นคลอน สถานการณ์ที่เกิดขึ้นอาจนำไปสู่ภาวะถดถอยของเศรษฐกิจทั่วโลก กลายเป็นผลลัพธ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งจะเป็นความพินาศร่วมกันของทุกฝ่าย ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ชนะในเชิงการทหารก็ตาม

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/opinion/editorial/1224594&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ao6ZajcgExagOw5BK6qo_