เวทีเสวนาถอดรหัส “คนเชือน” เตือนสัญญาณอันตรายเด็กหลุดระบบการศึกษาเข้าสู่วงจรยาเสพติด พบกว่า 52% ใช้หลายชนิดร่วมกัน นักวิชาการชี้เป็นระเบิดเวลาทางสังคมที่ต้องเร่งแก้ไข
เครือข่ายด้านการป้องกันปัญหาสารเสพติดและเยาวชน จัดเวทีเสวนา “ถอดรหัสคนเชือนเกลื่อนเมือง” เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ โดยความร่วมมือของมูลนิธิศูนย์วิชาการสารเสพติด เครือข่ายชุมชนลดปัจจัยเสี่ยง มูลนิธิเด็ก เยาวชน และครอบครัว ศูนย์ศึกษาปัญหาการเสพติด และเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพเยาวชน ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อชี้ให้เห็นสัญญาณอันตรายของปัญหายาเสพติดในเด็กและเยาวชน ซึ่งกำลังเชื่อมโยงกับปัญหาสุขภาพจิตและความไม่ปลอดภัยในสังคม
พญ.กาญจนา วงศ์ศิริ จิตแพทย์กลุ่มงานจิตเวชและยาเสพติด โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช อธิบายว่า ภาวะ “เชือน” ในภาษาทั่วไปหมายถึงอาการมึนงงหรือไม่รู้ตัว แต่เมื่อเชื่อมโยงกับสารเสพติดและแอลกอฮอล์ จะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงการทำงานของสารสื่อประสาทในสมอง ทำให้ผู้ใช้เกิดความสุขชั่วคราวจนหลงเชื่อว่าสามารถลดความเครียดได้ เมื่อใช้ต่อเนื่องร่างกายจะดื้อยาและต้องเพิ่มปริมาณมากขึ้นเรื่อย ๆ ข้อมูลยังพบว่าคนไทยติดสุราเฉลี่ยราว 5–10% ของประชากร โดยส่วนใหญ่อยู่ในวัยกลางคน และแม้การรักษาจะทำได้ แต่สมองอาจไม่กลับมาทำงานเหมือนเดิมหากได้รับผลกระทบรุนแรง
ด้านนายนเรศ สงเคราะห์สุข นักวิชาการอิสระ ระบุว่า กลุ่มเด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษามีความเสี่ยงสูงเข้าสู่วงจรยาเสพติด โดยเฉพาะผู้ที่จบเพียงระดับมัธยมต้น พบว่ามีการใช้ยาเสพติดหลายชนิดร่วมกันสูงถึง 63% ขณะที่กลุ่มที่มีการศึกษาสูงกว่ายังพบการใช้ร่วมกันถึง 52% สารที่พบมากคือแอมเฟตามีนหรือยาบ้า และมีแนวโน้มเพิ่มการใช้ร่วมกับกัญชาและกระท่อม นอกจากนี้ยังพบว่าอายุผู้เสพเริ่มลดลงเหลือเพียง 15 ปีในบางพื้นที่ ซึ่งสะท้อนการขยายตัวของปัญหาทั้งในไทยและภูมิภาคอาเซียน
นายวัชรพงศ์ พุ่มชื่น กรรมการและผู้จัดการมูลนิธิวิชาการสารเสพติด ระบุว่า เยาวชนที่อยู่ในวงจรยาเสพติดมักมีพฤติกรรมเสพติดสองลักษณะ คือ การเสพติดสาร และ การเสพติดพฤติกรรม โดยเฉพาะความหลงใหลในผลประโยชน์จากธุรกิจยาเสพติด ปัญหานี้เกี่ยวพันกับปัจจัยครอบครัว ความยากจน และการถูกละเลยจากระบบการศึกษา ทำให้เด็กจำนวนหนึ่งเริ่มต้นจากการดื่มสุรา สูบบุหรี่ หรือบุหรี่ไฟฟ้า ก่อนพัฒนาไปสู่การใช้สารเสพติดหลายชนิดร่วมกัน จนเกิดอาการหลอนหรือภาวะ “เชือน”
ในเวทีเสวนายังมีการเปิดใจของผู้เคยผ่านประสบการณ์จริง นายศิริชัย จูวงษ์ อายุ 32 ปี อดีตช่างสัก เล่าว่า ชีวิตวัยเด็กที่ขาดการดูแลจากครอบครัวทำให้เริ่มเข้าสู่วงจรการสูบบุหรี่ ดื่มสุรา และใช้กัญชา กระท่อม ก่อนจะขยับไปสู่สารเสพติดรุนแรงอย่างเฮโรอีนและโปรโคดิล จนเกิดอาการหลอน ซึมเศร้า และสูญเสียความสัมพันธ์กับคนรอบตัว เขายอมรับว่าหากไม่ตัดสินใจเลิกยา อาจกลายเป็นผู้ป่วยจิตเวชเร่ร่อนอยู่ตามถนน
ขณะที่ภาคการศึกษามองว่าการป้องกันต้องเริ่มตั้งแต่โรงเรียน นางรัชดาภรณ์ ศรีทอง ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนเบิดพิทยาสรรค์ จังหวัดสุรินทร์ ระบุว่า เด็กที่ออกจากระบบการศึกษากลางคันมีโอกาสเข้าสู่วงจรยาเสพติดสูง โรงเรียนจึงพยายามสร้างกิจกรรมและพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กได้พูดคุยและระบายปัญหา เพื่อช่วยให้พวกเขากลับมาตั้งหลักในชีวิต
ผู้ร่วมเสวนาเห็นตรงกันว่า ปัญหายาเสพติดในเด็กและเยาวชนเปรียบเสมือน “ระเบิดเวลา” ที่กระจายอยู่ในทุกพื้นที่ของสังคม การแก้ไขจึงต้องอาศัยทั้งมาตรการกฎหมาย การทำงานเชิงชุมชน และการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เยาวชน เพื่อยืดระยะเวลาความเสียหายและลดโอกาสเกิดปัญหาสุขภาพจิตในระยะยาว
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mono29.com/news/545127.html&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gDJHg-sxsTsKPEk6w3aJt

