• Mon. Mar 9th, 2026

รณรงค์ประหยัดพลังงาน

รณรงค์ประหยัดพลังงานรณรงค์ประหยัดพลังงาน

โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดภาวะสงครามในตะวันออกกลาง ดังนั้นหนึ่งในกลไกที่ กกพ.ใช้ในการดูแดค่าไฟฟ้าเพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนให้มากที่สุด คือ การยึดหลักบริหารจัดการต้นทุนค่าไฟฟ้า โดยใช้ หลักการเมอริท ออเดอร์ (Merit Order) หรือการจัดลำดับแหล่งผลิตไฟฟ้า ซึ่งจะพิจารณาจากต้นทุนเชื้อเพลิงต่ำที่สุดไปหาสูงสุด โรงไฟฟ้าที่ต้นทุนต่ำจะถูกเรียกใช้ก่อนเสมอ เพื่อตอบสนองความต้องการใช้ไฟฟ้า ช่วยลดต้นทุนการผลิตโดยรวม เพื่อให้ค่าไฟอยู่ในระดับที่เหมาะสม ยอมรับได้ แต่ทั้งนี้ต้องดูความพร้อมในการดำเนินการของโรงไฟฟ้านั้นๆ ประกอบด้วย

ดังนั้นในช่วงนี้ หากพิจารณาตามต้นทุนแล้ว โรงไฟฟ้าถ่านหินจะถูกสั่งให้เดินเครื่องการผลิตเต็มกำลัง และโรงไฟฟ้าใดที่หยุดเดินเครื่องการผลิตก็อาจต้องสั่งให้กลับมาเดินเครื่อง รวมถึงการรับซื้อไฟฟ้าพลังน้ำ ก็จะรับซื้อเพิ่มขึ้น แม้ว่าปัจจุบันโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าของไทยจะใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ ราว 50-60% ของกำลังการผลิตไฟฟ้า ซึ่งในส่วนของก๊าซฯ ก็จะเพิ่มกำลังการผลิตก๊าซฯ จากอ่าวไทยเต็มที่ และลดการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่มีราคาแพงลง หรือใช้เท่าที่จำเป็น เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าพลังงานโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นภัยจากสงครามและยังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านไปสูงพลังงานอนาคต ดังนั้นเพื่อรับมือกับความท้าทายและก้าวไปให้ทันกับการเปลี่ยนผ่านทางด้านพลังงาน กกพ.จึงได้จัดทำ แผนเอนเนอร์จีฟอร์ไซด์ (Energy Foresight) เพื่อเป็นเครื่องมือในการเตรียมทรัพยากรให้เหมาะสมกับทิศทางของพลังงานในยุคเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยจะใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยทำการศึกษา ภายใต้ 4 ปัจจัยที่สำคัญ คือ 1.ความมั่นคง 2.เศรษฐศาสตร์ (ค่าไฟฟ้า) 3.สิ่งแวดล้อม (ความสะอาด) 4.สังคม (โซเชียล)

โดยได้ยึดผลการศึกษาภายใต้ 2 ฉากทัศน์สำคัญ คือ ฉากทัศน์ที่ 1 คือ การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว (สมมติฐานด้านดี) และ ฉากทัศน์ที่ 5 วิกฤตและหายนะ (สมมติฐานด้านความเสี่ยง) จากที่ทำการศึกษาทั้งหมด 64 ฉากทัศน์ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าทิศทางพลังงานในอนาคตจะมุ่งไปในเรื่องของการส่งเสริมพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นเทรนด์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงทางเลือกพลังงานในอนาคต เพื่อความมั่นคงทางพลังงาน ความสะอาด และราคาเหมาะสม โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ ถัดไปคือ ไฮโดรเจน และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ต้องรอการยอมรับของสังคม

นอกจากนี้ยังเตรียมนำ Energy Foresight มาเป็นกรอบในแนวทางจัดทำแผน PDP ในอนาคตได้ รวมถึงการออกใบอนุญาตต่างๆ และตอนนี้ Energy Foresight ก็ถือเป็นกลยุทธ์ขององค์กร กกพ.ที่กำลังเดินหน้าอยู่ ซึ่งจะมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นนั้น ยังต้องศึกษาในเชิงลึกต่อ คาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์และนำมาใช้เต็มรูปแบบได้ภายใน 1-2 ปีนี้

อย่างไรก็ตามแม้ กกพ.จะมีเครื่องมือที่ช่วยลดความเสี่ยงและลดผลกระทบ แต่สิ่งที่ต้องไม่ลืมคือ การใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า ซึ่งสำนักงาน กกพ.ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมกันใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า เพื่อช่วยลดการใช้พลังงานและเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ผ่านแนวทางง่ายๆ 5 ป. ได้แก่ ปลด หรือถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าเมื่อเลิกใช้งาน ปิด ไฟหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น ปรับ อุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 26 องศาเซลเซียส เปลี่ยน มาใช้อุปกรณ์ประหยัดไฟเบอร์ 5 และปลูกต้นไม้ เพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อลดอุณหภูมิภายในบ้านโดยทั้ง 5 แนวทางนี้จะช่วยให้ประชาชนสามารถลดการใช้พลังงาน และลดภาระค่าไฟฟ้าของครัวเรือนได้ควบคู่กัน

และสิ่งสำคัญคือ การรณรงค์ใช้พลังงานอย่างประหยัดและรู้คุณค่า ต้องทำอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นความเคยชิน ปฏิบัติจนเป็นนิสัยในทุกๆ ครั้งที่มีการมีใช้พลังงาน ไม่ใช่เกิดวิกฤตหรือหน้าร้อนมาถึงทีก็ “ร้องแรกแหกกระเชอ” กันให้ประหยัดพลังงานแบบเช้าชามเย็นชามกันแบบนี้ทุกปี.

บุญช่วย ค้ายาดี

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/959759/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07thdxNow60jT2pgZ3NQ6I